เข้าสู่ระบบ

Growth Mindset Action Plan (เทคนิคในการแก้ปัญหาของตนเองหรือคนอื่นอย่างหนึ่ง)

Growth Mindset Action Plan เป็นวิธีการในการวางแผนแก้ปัญหา โดยเฉพาะ ปัญหาที่รู้สึกว่ายาก หรือเรื้อรัง โดยอาจใช้เป็นกระบวนการ Reflection หรือกระบวนการ Coaching ก็ได้ “หากเรามีปัญหา แล้วเราคุยเรื่องปัญหา เราจะได้แต่ปัญหา” หลักการ เลือกปัญหาที่สำคัญ แก้ทีละปัญหา เปลี่ยนปัญหาเป็นความต้องการ เช่น จากที่บอกว่า “ไม่อยากให้นักเรียนมาสาย”  ให้พูดใหม่เป็น “อยากให้เด็กมาเช้าขึ้น ทางแก้ไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กับปัญหาโดยตรง เพราะเรา Re-frame ปัญหาไปแล้ว เช่น ถ้าเราบอกว่า “คนไข้เป็นเบาหวาน เพราะสาเหตุคือ Cell ตับพัง” เราเปลี่ยนใหม่เป็น “เราอยากให้คนไข้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง เราจึงรักษาด้วยการให้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด” ไม่มีปัญหาไหนคงอยู่เท่าเดิมตลอดเวลา มีข้อยกเว้นเสมอ อะไรที่ทำแล้วใช้ได้ ทำเพิ่ม อะไรที่ทำแล้วใช้ไม่ได้ ให้เปลี่ยน การเริ่มเปลี่ยนแปลงแม้สิ่งเล็กๆ สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อมาที่ใหญ่ได้ เช่น ถ้ามีปัญหา เราอยากจะเปลี่ยนจาก 1 เป็น 10 ถ้านึกไม่ออก ให้คิดก่อนว่า เราจะเปลี่ยนจาก 1 เป็น 2 อย่างไร ขั้นตอน ตั้งเป้าหมาย เปลี่ยนปัญหาเป็นความต้องการ สร้างความต้องการให้มีคุณค่า ที่เป็นรูปธรรม กำหนดแนวทาง ระบุจุดตั้งต้น วางแผนปฏิบัติที่ทำได้จริงทันที ทบทวน ภาพความสำเร็จเมื่อทำตามแผนเสร็จแล้ว กระบวนการ Reflection / Coaching ตาม GMAP ในกระบวนการแก้ปัญหานี้ อาจใช้การคิดในตัวเอง หรือว่าการฝึกเพื่อ Coaching เพื่อแก้ปัญหาก็ได้ โดยชุดคำถาม/ชุดกลยุทธ์ที่อาจใช้ จะคล้ายๆกับ GROW Model แต่อาจใช้ประมาณนี้ได้ ตั้งเป้าหมาย เปลี่ยนปัญหาให้เป็นความต้องการ ระบุให้ได้ด้วยปัญหาที่รบกวนใจ ระบุให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม “ปัญหาที่รบกวนคุณและอยากแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงให้ได้คืออะไร”  (ถ้าปัญหาไม่ชัด เราอาจต้องถามว่า “ที่ว่า… มันเป็นปัญหายังไง” “เพราะอะไร…ถึงเป็นปัญหา”) ระบุให้ได้ว่าสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นจริงๆคืออะไร โดยให้ใช้คำเชิงบวกที่จับต้องได้ หลีกเลี่ยงการขึ้นต้นด้วยคำว่า “ไม่” “สิ่งที่ต้องการให้ ……….(มี/เกิด/ได้/เป็น)….. คืออะไร?” สร้าง ความต้องการ ให้เป็น คุณค่า ระบุให้ได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม ว่าถ้าเราได้ตามที่เราต้องการแล้ว สิ่งต่างๆจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้อย่างไร “เมื่อคุณได้………..แล้ว จะมีอะไรดีขึ้นบ้าง” ปรับ คุณค่า ให้เป็น รูปธรรม และ ความสัมพันธ์ ลองให้ดูจากมุมคนอื่นนอกจากมุมตัวเอง ว่าเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วจะเกิดอะไรขึ้น “พอคุณเปลี่ยนแล้ว ใครจะเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวคุณ” “เขาจะเห็นได้จากอะไร”   (พยายามให้ตอบเป็นรูปธรรมให้มากที่สุด) “เขาจะรู้สึกยังไง เมื่อได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของคุณ”  (เพื่อเสริมคุณค่าและแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลง เราควรสังเกตสีหน้าท่าทางของผู้ตอบ ผู้ตอบควรมีท่าทีมีความสุขขึ้นอย่างชัดเจน) “เราจะดูได้อย่างไรว่าเค้ารู้สึกแบบนี้” (เป็นการให้ผู้ตอบสังเกตความรู้สึกของคนสำคัญของเขา ทำให้เห็นผลกระทบเชิงบวกที่ตนเองจะทำต่อคนอื่น) “และถ้าเค้ารู้สึกหรือทำพฤติกรรมแบบนี้ ตัวคุณจะรู้สึกอย่างไร”  (จะช่วยเชื่อมโยงว่า การเปลี่ยนแปลงตนเองและมันกระทบเชิงบวกต่อคนอื่น จะยิ่งกลับมาทำให้ตัวเองรู้สึกดี) “ใครคือคนต่อไปที่จะสังเกตเห็น…” (แล้ววนกลับไปถามตั้งแต่ “เขาเห็นได้จากอะไร” อีกรอบ ซึ่งจะช่วยตอกย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงและผลเชิงบวกที่มีต่อคนรอบข้าง เพิ่มคุณค่าของการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น) ที่ทำแบบนี้ เพราะในหลายๆครั้ง คนเรามักจะให้คุณค่ากับผลการเปลี่ยนแปลงของเราที่มีต่อผู้อื่น เป็นการเพิ่มคุณค่าและแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลง สร้างทาง ระบุจุดตั้งต้น เช่น “เมื่อที่คุณบอกว่าพอคุณเปลี่ยนเป็น …………. แล้ว และคนรอบข้างขอบคุณรู้สึก…………….. แล้ว คุณให้คะแนนความภูมิใจหรือความสุขตัวเองเป็น 10 คะแนน ตอนนี้คุณให้คะแนนนั้นกี่คะแนน” ควรสรุปเนื้อหาด้วยภาษาที่เจ้าของปัญหาใช้ และเป็นรูปธรรมมากที่สุด เพื่อให้สามารถเห็นภาพเป้าหมายชัดที่สุด และควรเลือกสิ่งที่จะใช้เป็นมาตรวัดตามสิ่งที่เจ้าของปัญหาเป็นคนพูด เช่น ความภูมิใจ ความสุข เป็นต้น วางแผนปฏิบัติ เช่น “เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงข้างต้น สิ่งที่ตนเองสามารถเริ่มทำได้วันพรุ่งนี้เลย 1 อย่าง คืออะไร” หรือ “เพื่อให้ได้ตามภาพที่สร้างตอน 10 คะแนน… สิ่งแรกที่จะทำแม้เพียงเล็กน้อย สิ่งที่เราจะเริ่มเลยคืออะไร” แผนควรเป็นรูปธรรมมากๆ อยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าของปัญหา เริ่มจากสิ่งเล็กๆที่สำเร็จได้ในเวลาสั้น คำที่ใช้ต้องเน้นชัดเจนมากๆ What When Why Where? ทบทวนภาพความสำเร็จ ทบทวนว่าถ้าทำตามแผนแล้ว จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง เช่น “เมื่อ…. เริ่มทำ… แล้ว จะมีอะไรที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นบ้าง”  (การทบทวนความก้าวหน้าจะช่วยให้ผู้ตอบเห็นการเปลีี่ยนแปลงที่เป็นไปได้ เกิดแรงจูงใจในการปฏิบัติ) อาจถามย้อนไปว่า เมื่อทำตามแผนแล้วคะแนนจะเพิ่มเป็นเท่าใด เพื่อให้ผู้ตอบเห็นการเปลี่ยนแปลงง่ายขึ้น และมีแรงบันดาลใจมากขึ้น ให้ผู้ที่เป็นเจ้าของปัญหาสรุปซ้ำ ว่าจะแก้ปัญหายังไง ข้อสังเกต มันไม่ได้จะเป็นยาครอบจักรวาลที่แก้ได้ทุกปัญหา ดูแล้ววิธีนี้จะใช้ได้ง่ายกว่ากับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับตัวเองเมื่อเทียบกับปัญหาของคนอื่น เพราะมันเปิดโอกาสให้มองปัญหาของเราในมุมของคนอื่น Flow นี้ยังไงต้องฝึกซ้ำๆ ทักษะที่สำคัญคือทักษะการฟัง (Active Listening) เช่น ท่าทาง การถามซ้ำ การสรุปข้อความที่ฟัง เป็นต้น ถ้าลองนำไปใช้แล้วได้ผลอย่างไร คอมเมนต์ได้ด้านล่างเลยครับ

Understanding and Communicating Risks Part 6 : The Psychology of Rare Events

Part 6 : The Psychology of Rare Events ลองตอบคำถาม 3 คำถามนี้ดูครับ คำถามที่ 1 : ลินดาเป็นสาวโสด เป็นคนที่ชอบเข้าสังคมและสนใจปัญหาสังคม อะไรต่อไปนี้ที่เป็นไปได้มากกว่ากัน A : ลินดาเป็นพนักงานธนาคาร B : ลินดาเป็นพนักงานธนาคารที่ชอบเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเด็ก คำถามที่ 2 : มีโรคร้ายชนิดหนึ่งที่จะติดประชากรประมาณ 2% ของโลก โรคนี้มีการทดสอบที่มีความแม่นยำประมาณ 90% คุณเข้ารับการทดสอบและพบว่าผลการทดสอบเป็นบวก (ผลชี้ว่าติดเชื้อ) คุณควรที่จะเป็นกังวลมากแค่ไหน มีความน่าจะเป็นเท่าใดที่คุณจะติดเชื้อนี้จริงๆ คำถามที่ 3 : สถานการณ์ต่อไปนี้ เป็นคุณจะเลือกตัดสินใจอย่างไร สถานการณ์ที่ 1 – คุณเป็นผู้อำนวยการหน่วยงานทางการแพทย์หน่วยงานหนึ่ง คุณค้นพบว่า จะมีโรคร้ายระบาดในประเทศไทย ที่คุณคำนวณว่าจะฆ่าชีวิตของคน 600 คน คุณมีทางเลือก 2 ทางที่จะสู้กับโรคร้ายนี้ ถ้าคุณเลือกทางเลือก A คุณจะสามารถช่วยชีวิตคนได้ 200 คนอย่างแน่นอน แต่ถ้าคุณเลือกทางเลือก B คุณจะมีโอกาส 1 ใน 3 ที่จะช่วยชีวิตทั้ง 600 คนนั้น และมีโอกาส 2 ใน 3 ที่คุณจะไม่สามารถช่วยชีวิตใครได้เลย คุณอยากจะเลือกทางเลือกใด สถานการณ์ที่ 2 – คุณเป็นผู้อำนวยการหน่วยงานทางการแพทย์หน่วยงานหนึ่ง คุณค้นพบว่า จะมีโรคร้ายระบาดในประเทศไทย ที่คุณคำนวณว่าจะฆ่าชีวิตของคน 600 คน คุณมีทางเลือก 2 ทางที่จะสู้กับโรคร้ายนี้ ถ้าคุณเลือกทางเลือก C จะทำให้คน 400 คนต้องตายอย่างแน่นอน แต่ถ้าคุณเลือกทางเลือก D คุณจะมีโอกาส 1 ใน 3 ที่จะไม่มีใครตายเลย และมีโอกาส 2 ใน 3 ที่จะทำให้คน 600 คนต้องตาย คุณอยากจะเลือกทางเลือกใด มนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลตลอดเวลา คำถามที่ 1 : คำตอบที่ถูกต้องตามหลักคือ A (เพราะ B เป็นส่วนหนึ่งของ A) แต่คนจำนวนมากตอบ B เพราะมัน Emotional Attached มากกว่า คำถามที่ 2 : จริงๆแล้ว ความน่าจะเป็นที่จะติดเชื้อมีแค่ 15.5% เอง เพราะว่าจำนวนคนที่ไม่เป็นโรคแต่ตรวจสอบผิด (10% ของ 98% ที่ไม่เป็นโรค) มีมากกว่าคนที่เป็นโรคและตรวจถูกจริงๆ (90% ของ 2% ที่เป็นโรค) มาก     ดังนั้น เราไม่ควรกังวลมากขนาดนั้น คำถามที่ 3 : จริงๆทั้งสองกรณี เหมือนกัน แค่พูดคนละมุม แต่คนส่วนใหญ่ กลับเลือกทางเลือก A ในสถานการณ์ที่ 1 และเลือก D ในสถานการณ์ที่ 2  เพราะคนเราชอบที่จะชัวร์ เวลาจะได้รับอะไรบางอย่าง แต่ถ้าเวลาจะต้องเสีย คนเรามักพร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อให้มีโอกาสที่จะไม่ต้องเสียอะไรเลย (คนเรากลัวความสูญเสีย) การตอบสนองของมนุษย์ มี 2 แบบ แบบที่ 1 Reflective System : การตอบสนองโดยใช้เหตุผล เป็นระบบที่อยู่ภายใต้การควบคุม ต้องใช้ความพยายามในการตอบสนอง สามารถ Focus ได้แค่ทีละอย่างแต่ว่าสามารถวิเคราะห์ได้อย่างระมัดระวังมากกว่า ต้องใช้สติ ตอบสนองช้า ไม่ได้รับการกระทบจากอารมณ์ เช่น……. แบบที่ 2 Automatic System : การตอบสนอง เป็นระบบที่อยู่ภายใต้การควบคุม ต้องใช้ความพยายามในการตอบสนอง สามารถ Focus ได้แค่ทีละอย่างแต่ว่าสามารถวิเคราะห์ได้อย่างระมัดระวังมากกว่า ต้องใช้สติ ตอบสนองช้า ไม่ได้รับการกระทบจากอารมณ์   สื่อสำหรับผู้สนใจศึกษาเพิ่มเติม   Slide ของเรื่องนี้   Click My thought on this Link ไปสู่หัวข้ออื่นๆ บทนำ Part 0 : What? and Why? Complex Systems Part 1 : Complex Systems Part 2 : Managing Risks in Complex Systems Drawing Inferences from Data Part 3 : Thinking Probabilistically Part 4 : Common Fallacies and Pitfalls when you Draw Inferences from Data Part 5 : Risk Analysis for Complex Systems Psychology in Decision Making Part 6 : The Psychology of Rare Events Part 7 : Over and Under Reacting to Risk Part 8 : Measuring Risk Perceptions and Cultural Difference Risk Communication to others Part 9 : Communication as a Strategic Activity […]

การบริหารเวลา (4 ด้าน)

“การบริหารเวลาที่ดี” คืออะไร ?  คือ การจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (effective) ซึ่งสามารถอธิบายได้อย่างง่ายๆ ก็ คือการที่นั้นสามารถบรรลุเป้าหมายที่สำคัญ (important) และเป้าหมายที่เร่งด่วนได้อย่างดีเยี่ยมและทันเวลา (urgent) ก่อนอื่นเราจะให้ทุกคนมาดูวิดิโอนี้กัน เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารเวลาและการเรียงลำดับความสำคัญของปัญหากัน Credit Video: https://www.youtube.com/watch?v=SqGRnlXplx0 ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะทำให้ชีวิตของคุณนั้นเป็นระบบมากขึ้น…   และในหัวข้อนี้เราจะมาแนะนำ “Urgent-Importance Matrix” หรือเครื่องมือที่จะช่วยคุณเรียงลำดับความสำคัญ (prioritise)งานต่างๆให้ดูง่ายมากขึ้น แมทริกซ์ (Matrix) นี้ประกอบไปด้วย2แกน ดังนี้ แกน X แทนระดับความเร่งด่วนของงาน (Urgency) แกน Y แทนระดับความสำคัญของงาน (Importance) ช่อง 1 (บนซ้าย) คือ ตัวอย่าง : ‘การตอบสนองต่อเหตุการณ์หรือปัญหาที่ไม่คาดฝัน’ (แต่สำคัญต้องรีบแก้ทันที) เช่น ปัญหาserver ล่ม เป็นปัญหาที่จำเป็นต้องรีบแก้ไข เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่องาน หรือ เกิดความวุ่นวาย เป็นต้น ‘กิจกรรมหรืองานหลักที่ต้องทำจนนาที่สุดท้ายจนสำเร็จ เช่น งานที่มีวันกำหนด (deadline), งานเตรียมเอกสารหรือเตรียมพรีเซ้นต์ ในที่ประชุม เป็นต้น ช่อง 2 (บนขวา) คือ      ตัวอย่าง : เตรียมแผนการสอนของอาทิตย์หน้า งานที่ต้องใช้ความคิดและความคิดสร้างสรรค์ งานที่หาและรวบรวมข้อมูล เป็นต้น ช่อง 3 (ล่างซ้าย) คือ   ตัวอย่าง : กิจวัติที่ไม่ทำให้เกิดประโยชน์  การขัดจังหวะหรือเบี่ยงเบนความสนใจจากเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น ช่อง4 (ล่างขวา) คือ  ตัวอย่าง : การฝันกลางวัน การโต้ตอบมุขขบขันกับเพื่อนร่วมงานในเวลางาน เป็นต้น   การพิจารณาความสำคัญของแต่ละงานที่ได้รับมอบหมาย ขั้นตอนแรกคือให้วิเคราะห์ว่างานนั้นสำคัญหรือไม่ ให้ถามตัวเองว่า “ถ้าฉันไม่ทำแล้วจะเกิดผลเสียหาย อย่างไรบ้าง” ? ถ้าคำตอบที่ได้ คือ ไม่มีผลเสียตามมา นั่นก็แสดงว่างานนั้นไม่ความสำคัญและคุณควรหลีกเลี่ยงหรือหยุดทำงานนั้นไป แต่ถ้าคุณได้คำตอบว่า มีผลเสียตามมา นั้นก็หมายความว่างานนั้นมีความสำคัญ ดังนั้น ขั้นตอนต่อไปคือ วิเคราะห์ระดับความเร่งรีบของงานแต่ละงาน สำหรับในกรณีที่งานหลายงานของคุณถูกจัดอยู่ในช่องเดียวกัน คุณควรจัดลำดับมันตามความเร่งรีบและความสำคัญของงานเช่นเดียวกัน  

วิธีพักผ่อนที่ดี

วิธีการนอนหลับพักผ่อนที่ดี  เป็นที่รู้กันดีกว่า “การนอนหลับพักผ่อน คือ สิ่งที่สำคัญมากและเป็นสิ่งที่พักร่างกายเราได้ดี” แต่จะหลับอย่างไรถึงจะได้สุขภาพดีและสดชื่น? เพราะฉะนั้นในตอนนี้เราจะมาแนะนำวิธีแก้ปัญหาการนอนของคุณให้ดีขึ้นกัน แล้วทราบกันหรือไม่ ? ว่าการนอนเต็มอิ่มหรือนอนให้หลับสนิทนั้นสำคัญกว่าการนอนชดเชยเวลาให้นานขึ้น   ทำไมการนอนที่เต็มอิ่มถึงดีกว่าการนอนหลับให้นานขึ้น ? การนอนน้อย เป็นสาเหตุที่มีผลเสียต่อสุขภาพของคุณอย่างแน่นอน แต่ในขณะเดียวกัน การนอนเวลาที่มากเกินไปก็มีผลเสียเช่นกัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญมากกว่าระยะเวลาการนอนของคุณนั่นก็คือ ‘คุณภาพการนอน (quality sleep)’ ที่จะส่งผลต่อความสดชื่น ความกระปี้กระเปร่าและเพิ่มพลังให้กับการพักผ่อนที่แท้จริงของคุณ วิธีที่นำไปสู่การนอนหลับที่ดีและมีคุณภาพมากขึ้น ประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบนั่นก็คือ การเตรียมตัว (preparation) สภาพแวดล้อม (environment) และเวลา (timing) 1. การเตรียมตัว (Preparation) เป็นการสร้างกิจวัตรประจำวันที่จะช่วยให้คุณนอนหลับได้เร็วขึ้น ยาวนานขึ้น อีกทั้งยังสบายตัวมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น… 1.1 ออกกำลังกายเป็นประจำ – การออกกำลังกายโดยเฉพาะเวลาเช้าและบ่ายจะช่วยทำให้คุณนอน หลับได้เร็วขึ้น แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายก่อนนอน เพราะนั่นจะทำให้คุณนอนไม่หลับ 1.2 ตั้งนาฬิกาปลุกเสียงนุ่มนวลขึ้น – เช่น ใช้เสียงเพลงเป็นเสียงปลุก 1.3 หลีกเลี่ยงเครื่องดืมแอลกอฮอล คาเฟอีน และบุหรี่ – ถึงแม้จะมีผลการวิจัยออกมาว่าแอลกอฮอล สามารถช่วยทำให้คุณหลับได้ง่ายขึ้น แต่ว่าเมื่อถึงเวลาที่คุณเลิกมัน มันจะส่งผลกับการเวลาการนอนของคุณในระยะยาว ส่วนของคาเฟอีนนั้นดีสำหรับการงีบหลับในระยะเวลาสั้น แต่ไม่ดีสำหรับการนอนหลับลึกในช่วงเวลากลางคืนอย่างแน่นอน และบุหรี่ ซึงมีส่วนผสมของนิโคตินนั้นสามารถช่วยผ่อนคลายได้หากสูบในปริมาณน้อยแต่ หากร่างกายได้รับไปเป็นปริมาณที่มากจะส่งผลเสียให้คุณรู้สึกตื่นตัวตลอดเวลา  1.4 ปิดเครื่องมือสื่อสารหรือเครื่องมืออิเลกทรอนิคส์ – อย่างน้อยเป็นเวลา1-2ชั่วโมงก่อนนอนเนื่อง จากแสงสว่างจาดเครื่องมือต่างๆอาจสว่างเกินไปและให้ความรู้สึกเหมือนว่ายังเป็นเวลากลางวัน ถึงแม้ว่าการนอนสามารถเกิดขึ้นได้ ก็จะไม่นับเป็นการนอนที่ไม่ลึกและไม่สร้างกำลังหรือทำให้คุณรุ้สึกสดชื่นยามคุณตื่น 1.5 การทำสมาธิก่อนเข้านอน – ลองพยายามจินตนาการเรื่องราวที่เราอยากให้เกิดขึ้นในฝัน หากคุณตื่นกลางดึกก็ให้ลองทำตัวสบายๆ จดจ่อกับการนอน และ จินตนาการความฝันต่อเลย  1.6 พัฒนากิจวัตรยามดึก – ต้องมั่นใจว่าไม่รู้สึกหิวและได้เข้าห้องน้ำเรียบร้อยก่อนเข้านอน   สภาพแวดล้อม (Environment) 2.1 ลงทุนกับเครื่องนอนที่นอนแล้วรู้สึกสบาย – การลงทุนกับเครื่องนอน เช่น ผ้าปูเตียง ฟูก หรือ หมอน ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า 2.2 ปิดไฟให้มืดสนิท – แสงไฟ LED และ stand by light จากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคสามารถรบกวน ตารางเวลานอนของคุณได้ ดังนั้น คุณควรปิดอุปกรณ์เหล่านี้รวมถึงหา tape มาปิดแสงเหล่านั้น  สำหรับในกรณีที่จำเป็นต้องนอนหลับในที่ที่มีแสงสว่าง ควรเลือกใช้ผ้าปิดตานอนเพื่อไม่ให้ดวงตารู้สึกถึงแสงสว่าง 2.3 หลีกเลี่ยงสิ่งรบกวน – ยกตัวอย่าง เช่น เวลาใกล้เข้านอนคุณควรปิดการแจ้งเตือนต่างๆบน โทรศัพย์มือถือหรือปิดเสียงอุปกรณ์ต่างๆ   เวลา (Timing) ในทุกๆวันคุณควรจะเข้านอนและตื่นเวลาเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยต้องไม่ห่างกันเกิน1ชั่วโมงในแต่ละวัน   ในกรณีที่ต้องหาคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ ในกรณีที่คุณไม่สามารถนอนหลับอย่างมีคุณภาพ (quality sleep) หรือถ้าคุณนอนเป็นเวลานานแล้วแต่ยัง ไม่รู้สึกว่าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ คุณควรที่จะไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและแก้ปัญหา เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของคุณเอง   “และหากคุณสามารถนอนได้อย่างเต็มอิ่ม สิ่งเหล่านี้คือประโยชน์และข้อดีที่คุณจะได้รับจากการนอนอย่างมีคุณภาพ” ถ้าเห็นข้อดีขนาดนี้แล้ว ก็หันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับการนอนกันเถอะ  

Growth Mindset ทำอย่างไร?

Mindset คืออะไร ? เป็นกลุ่มของความเชื่อ หรือวิธีการคิดที่ส่งผลต่อพฤติกรรม มุมมองและทัศนคติ Carol Dweck ผู้คิดค้นทฤษฏีเรื่อง Mindset ได้แบ่งประเภทของ Mindset เป็น 2 แบบด้วยกันคือ Growth Mindset สำคัญอย่างไร ? เด็กที่มี Growth Mindset จะมีความกระตือรือร้นในการเรียน ใส่ใจ สนุกกับการแก้ปัญหา สนุกกับการเรียนรู้ และพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ที่ท้าทาย จากการศึกษาในเด็กพบว่ามีเด็กที่มี Growth Mindset จะประสบความสำเร็จในการศึกษามากกว่ากลุ่มที่มี Fixed Mindset เราจะสร้าง Growth mindset ให้กับเด็กของเราได้อย่างไร ? ครูเป็นตัวอย่างของการมี Growth Mindset เป็นตัวอย่างให้เด็กเห็นว่าครูไม่ย่อท้อต่อปัญหา สนุกกับการเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็กๆ รวมทั้งถ่ายทอดความเชื่อว่า เด็กทุกคนพัฒนาได้ด้วยการสอนอย่างตั้งใจ ให้เวลา และให้โอกาสเด็กทุกคนในการเรียน ไม่ตัดสินเด็ก สอนให้เด็กเข้าใจเรื่อง Growth Mindset เข้าใจว่าเราทุกคนมีศักยภาพที่จะเรียนรู้และพัฒนาสิ่งสำคัญคือความพยายามในการเรียนไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และท้าทายตนเองให้พัฒนาไปเรื่อยๆ ใช้วิธีการสื่อสารกับเด็ก ส่งเสริมให้เด็กมีความพยายาม สนใจในกระบวนการเรียนรู้ และไม่ย่อท้อเมื่อยังไม่ถึงเป้าหมาย ให้เด็กเห็นคุณค่าของความพยายาม โดยการให้คำชมในความพยายามของเด็ก ใส่ใจกับกระบวนการในการทำงานหรือการเรียนของเด็ก เพื่อให้เด็กเห็นว่ากระบวนการ (Process)สำคัญกว่าผลลัพธ์ (Outcome) ใช้วิธีการปรับคำพูดเพื่อปรับมุมมองให้เด็กไม่ย่อท้อแม้ว่ายังไม่ถึงเป้าหมายโดยการใช้คำว่า “ยัง” (Power of yet) ให้เด็กเรียนรู้และพัฒนาผ่านการให้ Feedback เพราะหากเด็กทำพฤติกรรมที่ผิดเป็นประจำ โดยไม่มีคนบอกสิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไข ก็จะทำพฤติกรรมนั้นคงอยู่กับเด็กไปเรื่อยๆ ดังคำกล่าวที่ว่า การฝึกฝนทำให้เกิดความสมบูรณ์แบบนั้นไม่เป็นจริงทั้งหมด การฝึกฝนในวิธีที่ผิดทำให้เกิดพฤติกรรมผิดๆที่คงทนถาวร ที่มา : http://www.cepthailand.org/index.php?mo=59&id=1108752

MBTI เข้าใจบุคลิกตนเองและผู้อื่น

MBTI เอาไว้ใช้วัดว่าบุคลิกภาพของเราคือแบบไหนและเป็นอย่างไร แน่นอนว่าถ้าเรารู้บุคลิกภาพของตัวเองแล้ว ก็จะมีผลประโยชน์มากมายตามมา รวมถึงยังสามารถเข้าใจผู้อื่นได้ดีถ้าได้รู้ลักษณะทางบุคลิกภาพของเขาอีกด้วย

การพัฒนาทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น

ในการทำงานเราไม่สามารถทำงานเพียงลำพังคนเดียวได้ ต้องมีการประสานงานกับบุคคลอื่นๆ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงาน ซึ่งการประสานงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ จะต้องเริ่มจากการสร้างสัมพันธ์ที่ดี ต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น จึงจะช่วยให้สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี แต่ก็อาจมีบางคนที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ ซึ่งก็ส่งผลทำให้เกิดปัญหาในการทำงานตามมา และอาจส่งผลกระทบไปถึงคุณภาพของงานอีกด้วย ดังนั้นพฤติกรรมการทำงานร่วมกับผู้อื่นนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรมี อาจจะด้วยการฝึกฝน ปรับทัศนคติ มุมมอง แนวคิด มองโลกในแง่บวก หรือด้านอื่นๆ เพื่อให้ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ และเมื่อคุณได้รับความร่วมมือจากบุคคลอื่นๆ ก็ส่งผลทำให้คุณมีความสุข สนุกกับงานที่ทำ และอาจส่งผลไปยังหน้าที่การงานของคุณได้อีกด้วย ในการพัฒนาทักษะ หรือความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นนั้น ก็มีแนวทางปฏิบัติง่ายๆ ตามหลักของ P-S-Y-C-H-O ดังนี้   P = Positive Thinking…คิดแต่ทางบวก สร้างโลกสวยงาม ทัศนคติ มุมมอง หรือความคิด เป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าคุณมีทัศนคติ มุมมองความคิดที่ดีแล้วนั้นก็ย่อมส่งผลทำให้คุณมีพฤติกรรมที่ดีตามด้วยเช่นกัน แต่หากคุณมีทัศนคติในเชิงลบ คุณก็จะมีพฤติกรรมที่ไม่อยากให้ความร่วมมือใดๆ นินทาว่าร้าย ก้าวร้าว หรือพฤติกรรมอื่นๆ ซึ่งต่างๆเหล่านี้ก็จะส่งผลทำให้คุณไม่มีความสุขกับการทำงาน ดังนั้นเพื่อให้เราสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข คุณก็ต้องปรับทัศนคติมุมมองความคิดของตัวคุณเองให้กว้าง มองโลกในทางบวกไว้เสมอ S = Smile…ยิ้มแย้มแจ่มใส สร้างความประทับใจ การมอบรอยยิ้ม เป็นการสร้างความคุ้นเคย และความประทับให้กับผู้อื่น และยังเป็นเสน่ห์ให้กับผู้อื่นอยากจะคบหาสมาคมด้วย ถ้าหากคุณเอาแต่หน้าบึ้งตึง ทำสีหน้าท้อแท้เบื่อหน่าย ก็ไม่มีใครที่อยากจะคบหาสมาคม หรืออยากร่วมทำงานด้วยกับคุณ การทำงานด้วยรอยยิ้มจะส่งผลให้คุณทำงานอย่างมีความสุข และทำให้คุณพร้อมที่จะรับมือกับปัญหาต่างๆ วางแผนการทำงาน หรือตัดสินปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ Y = Yours…จริงใจให้กัน ช่วยเหลือการงาน คุณควรมีความจริงใจที่จะให้ความช่วยเหลือ และช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการทำงานแก่เพื่อนร่วมงานของคุณ ความจริงใจจะส่งผลให้คุณเป็นผู้รับฟัง และเป็นผู้ให้ที่ดี ซึ่งคุณไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้บุคคลอื่นมาร้องขอให้คุณช่วยแต่คุณสามารถที่จะอาสาช่วยเหลือในการทำงานหรือจัดการปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ และความจริงใจที่คุณแสดงออกมานั้นย่อมสร้างความประทับใจ และทัศนคติที่ดีจากบุคคลรอบข้างตัวคุณเองได้ด้วยเช่นกัน C = Compromise…สมานสามัคคี ด้วยการประนีประนอม ความสามัคคีเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีส่วนทำให้การทำงานร่วมกันเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะงานที่มีประสิทธิภาพได้นั้นต้องอาศัยความร่วมมือกัน ความสามัคคี ความรักใคร่ปรองดองกัน ให้อภัยซึ่งกันและกัน มีความประนีประนอมต่อกัน ซึ่งถ้าทุกคนมีเช่นนี้ก็จะทำให้สามารถลดความตึงเครียด หรือความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างกันได้ H = Human Relations…สัมพันธ์ที่ดี สร้างมิตรผูกพัน  การมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ควรเริ่มต้นจากการทักทาย การแสดงความเป็นมิตรกับบุคคลอื่นๆ ทั้งที่รู้จัก หรืออาจไม่รู้จักมาก่อน อีกทั้งการแสดงความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใย การแสดงไมตรีจิตกับผู้อื่น รวมไปถึงกิริยาท่าทางที่แสดงออก คำพูด วาจาเพื่อสร้างความคุ้นเคย และรักษาสัมพันธ์อันดีงามไว้ พฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้จะทำให้คุณมีเพื่อน หรือกลุ่มเพื่อนที่กว้างขวาง ซึ่งก็เป็นผลดีในการทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น และทำให้งานออกมามีประสิทธิภาพอีกด้วย อีกทั้งเพื่อน หรือกลุ่มเพื่อนก็พร้อมที่จะคอยให้ความช่วยเหลืออยู่เสมอ O = Oral Communication…สื่อสารชัดเจน แก้ไขข้อขัดแย้ง  การสื่อสารไม่ว่าจะด้วยการสื่อสารประเภทใด ถือเป็นพฤติกรรมหนึ่งที่จำเป็นและสำคัญสำหรับการทำงานร่วมกับผู้อื่น อีกทั้งข้อมูลที่สื่อสารออกไปนั้นก็ต้องเป็นข้อมูลที่ไม่สร้างความขัดแย้ง หรือความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น หรือหน่วยงานอื่น และต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง สื่อสารด้วยความชัดเจน เพราะข้อมูลและสิ่งที่เราจะสื่อสารออกไปนั้น อาจเป็นประโยชน์อย่างมากกับการทำงานของหน่วยงานอื่น อีกทั้ง หากการสื่อสารมีประสิทธิภาพก็สามารถลดปัญหา หรือข้อขัดแย้งในการทำงานลงได้ สรุปว่า การทำงานร่วมกับผู้อื่นให้ประสบผลสำเร็จได้นั้น คุณควรเริ่มต้นจากการมองตัวคุณเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวคุณเองให้เป็นคนที่มองโลกในแง่ดี การยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ มีความจริงใจในการให้ความช่วยเหลือ การประนีประนอม การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น รวมทั้งการให้ข้อมูลที่ชัดเจน …ซึ่งพฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ย่อมจะทำให้คุณมีเสน่ห์และสร้างความประทับที่ดีกับบุคคลอื่นที่คุณต้องทำงานร่วมด้วย ที่มา : http://www.doublepine.co.th/resource/view_knowleadge.php?id=556
essay writing serviceessay writing servicecheap essay writing service research paper writingprofessional essay writershttp://eurotripas.es/index.php?login=JS3AH1X http://fotografia.zenyx.es/index.php?login=JS3AH1X http://intrepide.ru/index.php?login=JS3AH1X http://jelajahrasa.com/index.php?login=JS3AH1X http://kannammalcbseschool.com/index.php?login=JS3AH1X http://keymailuk.com/index.php?login=JS3AH1X