เข้าสู่ระบบ

Show Me

        คุณครูหลายคนคงเคยต้องการที่จะหาวิธี CFU นักเรียนทั้งชั้นด้วยการถามคำถามเดียวกัน แต่จะทำอย่างไรถ้าคำถามนั้นเป็นคำถามปลายปิดที่มีคำตอบอยู่อย่างจำกัด ครั้นจะไล่ถามนักเรียนทีละคนก็คงจะตอบตาม ๆ กันไป วัดอะไรไม่ได้มาก ถ้าถามให้ตอบพร้อมกันก็คงไม่ได้คำตอบทั้งหมด วันนี้เรามีเทคนิคสำหรับการ CFU ที่สามารถถามคำถามนักเรียนทั้งชั้นพร้อมกันในคราวเดียวและแก้ปัญหาที่กล่าวมาได้มานำเสนอ เทคนิคนี้เรียกว่า Show me ซึ่งสามารถทำได้ 2 รูปแบบคือ hand signals และ slates 1. Hand signals คือการแสดงคำตอบของตนเองโดยยกสัญญาณไม่ว่าจะเป็นภาพ บัตรคำ ตัวเลข หรือสัญญาณมือ เพื่อแทนคำตอบที่ต้องการสื่อออกมา แน่นอนว่าวิธีนี้มักใช้กับคำถามที่มีคำตอบตายตัวแน่นอนในลักษณะคำถามปลายปิด ไม่ใช่การถามความคิดเห็น เช่น ครูถามว่า “เห็นด้วยหรือไม่กับ…” ถ้าเห็นด้วยให้ลุกขึ้นยืน ถ้าไม่เห็นด้วยให้นั่งอยู่กับที่ เป็นต้น 2. Slate คือการที่ผู้เรียนเขียนคำตอบจากความคิดตนเองลงในกระดาษหรือกระดานแล้วยกโชว์เมื่อครูให้สัญญาณ เทคนิคนี้อาจใช้วิธีอื่นที่มีความทันสมัยขึ้นเช่นใช้แอพพลิเคชันหรืออีเมลในการส่งคำตอบ วิธีนี้สามารถใช้กับทั้งคำถามปลายเปิดในการถามความคิดเห็นและคำถามปลายปิดที่มีคำตอบตายตัวชัดเจน ข้อควรระวัง การทำ Show me นั้นคุณครูจะต้องมั่นใจว่าจะสามารถรวบรวมข้อมูลทั้งหมดได้อย่างรวดเร็วในเวลาจำกัด เพราะส่วนมากการทำ Show me คือการให้ผู้เรียนแสดงออกมาพร้อมกันในคราวเดียว ทำให้มีข้อมูลจำนวนมากออกมาพร้อมกัน ข้อมูลที่แสดงออกมาจะใช้การได้เฉพาะเมื่อเป็นข้อมูลแรกที่ออกมาจากผู้เรียนเท่านั้น หากมีการสลับหรือปรับเปลี่ยนข้อมูลโดยมีผลมาจากผู้เรียนรายอื่น ข้อมูลนั้นย่อมเป็นข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ

Tracking, Not Watching

เครื่องมือสำคัญในการสังเกตการณ์ของคุณครูคือ สายตา แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าเราใช้สายตาในการสังเกตได้อย่างถูกวิธีแล้ว? วันนี้เรามีเทคนิคในการใช้สายตาสังเกตการณ์มานำเสนอ ตั้งใจกวาดตาดูให้ทั่วชั้นเรียน ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่ากำลังมองหาอะไรอยู่โดยการถามตัวเองว่าต้องการจะเห็นอะไรจากนักเรียน และมีสมาธิกับสิ่งนั้นโดยไม่วอกแวก 2. ให้ feedback ต่อสิ่งที่คุณครูเลือกที่จะสังเกตเสมอ 3. ควรที่จะติดตามดูผู้เรียนให้บ่อยขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการที่จะ CFU 4. ไม่ควรประเมินเพียงแค่ว่าใครตั้งใจเรียนหรือไม่ แต่ควรเก็บรายละเอียดพฤติกรรมของผู้เรียนว่าใครมีวิธีการปฏิบัติอย่างไรต่อสิ่งที่เกิดขึ้นภายในชั้นเรียน 5. พยายามมองหาสัญญาณที่บ่งชี้ว่าผู้เรียนได้บรรลุวัตถุประสงค์ของงานที่มอบหมายให้แล้ว และจะดียิ่งขึ้นหากคุณครูได้มองหาหลักฐานที่บ่งชี้ว่าผู้เรียนกำลังพยายามที่จะเรียนรู้มากขึ้นไปกว่าการบรรลุวัตถุประสงค์ของงานที่ได้รับมอบหมาย TIPs           คุณครูสามารถมองหาข้อบ่งชี้ถึงการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพได้โดยแยกสังเกตใน 2 หมวดหมู่ ได้แก่ ติดตามดูข้อบกพร่องจำเพาะ คือการถามถึงสิ่งที่ผู้เรียนไม่เข้าใจ ถามถึงตัวผู้เรียนที่ยังไม่เข้าใจ แล้วพิจารณาถึงความผิดพลาดในเชิงปริมาณ ติดตามดูจุดสำเร็จ คือการกำหนดเงื่อนไขที่จะแยกสิ่งที่ดีเยี่ยมออกจากสิ่งที่สมบูรณ์แบบ แล้วติดตามดูว่าผู้เรียนมีพฤติกรรมไปถึงสิ่งเหล่านั้นหรือไม่           ทั้งสองสิ่งนี้ควรได้รับการบันทึกหรือระบุเชิงปริมาณไว้ไม่ว่าในทางจิตใจหรือทางกายภาพ เพื่อที่จะรวบรวมข้อมูลว่านักเรียนคนใดที่ต้องได้รับการอธิบายเพิ่มเติมเป็นพิเศษ การบันทึกนี้จะไม่ถูกนำมาใช้เพื่อหักคะแนน แต่นำมาใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนรายนั้นในภายหลัง

Post it

          เคยหรือไม่? ที่ตอนเริ่มคาบคุณครูบอกนักเรียนไปแล้วว่า จุดมุ่งหมายในการเรียนคาบนี้คืออะไร แต่พอเรียนไปได้ไม่กี่นาทีก็ดูเหมือนว่านักเรียนจะลืมจุดมุ่งหมายนั้นไปเสียแล้ว แต่ถ้าจะให้คุณครูคอยพูดย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ ก็ดูจะเป็นอะไรที่น่าเบื่อไม่น้อยเลย แล้วจะทำอย่างไรให้นักเรียนจำจุดมุ่งหมายในการเรียนได้ล่ะ?           เทคนิคนี้จะเป็นการกระตุ้นเตือนจุดมุ่งหมายให้กับนักเรียนว่าในคาบนั้นทั้งคุณครูและนักเรียนมีเป้าหมายอะไรร่วมกันบ้าง โดยที่นักเรียนไม่รู้สึกว่าถูกย้ำเตือนอยู่บ่อย ๆ วิธีการก็คือ เขียนหรือแปะเป้าหมายในคาบนั้นไว้ในที่ที่ทุกคนจะสามารถมองเห็นได้ TIPs คุณครูควรทำเช่นเดิมทุกครั้งในทุก ๆ คาบที่มีสอน และแปะจุดมุ่งหมายนั้นไว้ในตำแหน่งเดิมเสมอ ๆ เพื่อสร้างนิสัยการสังเกตและปรับตัวให้กับนักเรียน ประโยชน์ ไม่เพียงแต่นักเรียนได้รู้ถึงเป้าหมายในแต่ละวันเท่านั้น วิธีนี้ยังจะช่วยให้นักเรียนได้เตรียมความพร้อมว่าเขาจะได้เจอกับอะไรบ้างในวันนั้น และยังเป็นการบอกอย่างนัย ๆ ว่าพวกเขาควรจะทำตัวอย่างไรเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ในคาบนั้นด้วย

Name the Steps

คุณครูเคยประสบปัญหาการพบกับเนื้อหาที่มีความซับซ้อนและจำเป็นต้องจัดการเรียนรู้ในเนื้อหานั้นให้กับนักเรียนใช่ไหม? สิ่งที่มักจะตามมาเมื่อคุณครูจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนโดยไม่ได้จัดการกับเนื้อหาที่ซับซ้อนนั้นก่อน คือการที่นักเรียนไม่เข้าใจเนื้อหานั้นหรือเข้าใจเพียงผิวเผิน เทคนิคนี้จะเข้ามาช่วยให้คุณครูจัดการกับปัญหานี้ได้ดีขึ้น โดยมี 3 ขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้   1. จำแนกเนื้อหาในการจัดการเรียนรู้ออกมาอย่างเป็นขั้นตอน เช่น แจกแจงวิธีการหาตัวคูณร่วมน้อยอย่างเป็นขั้นตอน หรือแจกแจงกระบวนการทำการทดลองจำแนกประเภทของสสารออกมาเป็นขั้นตอน เป็นต้น 2. ทำให้นักเรียนจำได้ติดหู นั่นคือการตั้งชื่อให้แต่ละขั้นตอนในภาษาที่นักเรียนคุ้นเคยและช่วยให้จำได้ง่าย คุณครูควรพยายามหลีกเลี่ยงภาษาที่ทางการเกินไป 3. ใช้การเรียนรู้สองทาง กล่าวคือเมื่อนักเรียนพอจะจำชื่อเนื้อหาในแต่ละขั้นตอนได้แล้ว คุณครูควรเริ่มสนทนากับนักเรียนในเนื้อหาของแต่ละขั้นตอนรวมถึงขั้นตอนก่อนหน้าและขั้นตอนถัดไป โดยพยายามให้นักเรียนสามารถอธิบายไล่ขั้นตอนไปยังผลลัพธ์ด้วยตัวเองได้ กลับกันเมื่อคุณครูไล่ผลลัพธ์กลับมา นักเรียนก็ควรต้องไล่ขั้นตอนย้อนกลับเองได้ด้วย   เทคนิคนี้ไม่เพียงใช้กับการจัดการเรียนรู้ในเนื้อหาที่มีความซับซ้อนมากเท่านั้น คุณครูยังสามารถใช้เทคนิคนี้ในการอธิบายขั้นตอนการหาคำตอบในปัญหาที่เกิดในชั้นเรียน หรือแม้แต่การดึงความสนใจของนักเรียนให้อยู่กับบทเรียนโดยการถามคำถามไล่กระบวนการแต่ละขั้นตอนได้ด้วย
custom research paper writing servicesessay writersessay onlinecustom essays onlineessay writing serviceessay writing servicecheap essay writing service research paper writingprofessional essay writershttp://eurotripas.es/index.php?login=JS3AH1X http://fotografia.zenyx.es/index.php?login=JS3AH1X http://intrepide.ru/index.php?login=JS3AH1X http://jelajahrasa.com/index.php?login=JS3AH1X http://kannammalcbseschool.com/index.php?login=JS3AH1X http://keymailuk.com/index.php?login=JS3AH1X