เข้าสู่ระบบ

Affirmative Checking

คุณครูหลายคนอาจเคยมีความรู้สึกว่า ถึงแม้เราจะ CFU ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าการ CFU นั้นจะเพียงพอ และอยากจะได้อะไรมาช่วยยืนยันผลการ CFU นั้นอีกที วันนี้เรามีอีกเทคนิคมานำเสนอ           Affirmative Checking หรือการตรวจสอบยืนยัน เป็นเครื่องมือชิ้นสุดท้ายในการสังเกตการณ์เพื่อ CFU รวมทั้งเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนกระตือรือร้นมากขึ้น สามารถทำได้โดยการสอดแทรกเนื้อหาพิเศษเฉพาะลงในบทเรียน และกวดขันให้นักเรียนต้องสามารถผ่านเนื้อหานั้นไปได้อย่างเข้มงวด ซึ่งจะสามารถผ่านได้เมื่อนักเรียนทำงานได้ถูกต้อง ครบถ้วน และยั่งยืน ก่อนที่จะก้าวไปสู่เนื้อหาขั้นต่อไป           การสอดแทรกการตรวจสอบยืนยันนี้ทำได้ได้หลายวิธีทั้งในการทำกิจกรรมหรือในบทเรียน อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตที่ควรพิจารณาเพื่อจะมั่นใจได้ว่าจะสามารถใช้เทคนิคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังต่อไปนี้ จุดตรวจสอบ (Check point) ควรเป็นจุดที่สามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว การตรวจสอบที่ไม่พร้อมกันเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอน เพราะในความเป็นจริงแล้วนักเรียนแต่ละคนจะทำงานเสร็จไม่พร้อมกัน คุณครูสามารถตรวจสอบงานของคนที่ทำเสร็จก่อนและให้เขาผ่านไปยังขั้นต่อไปได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้นักเรียนเสร็จพร้อมกันทั้งหมด การตรวจสอบยืนยันนี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือโดยชอบธรรมที่จะให้ “งานเสริม” ในกรณีที่ผู้เรียนรายใดไม่สามารถผ่านจุดตรวจสอบหรือผ่านในระดับที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ได้ คุณครูสามารถตรวจสอบได้เร็วขึ้นโดยรวมเอาการตรวจสอบยืนยันเข้ากับ Show me โดยให้ผู้เรียนชูงานที่ทำเสร็จแล้วขึ้นและครูเดินตรวจไป (คล้าย ๆ วิธีของอ.อุ๊) TIPs           การตรวจสอบยืนยันนักเรียน 30-40 คนในชั้นเรียนนั้นเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลย ซึ่งแม้จะมีเทคนิคมากมายที่เข้ามาช่วยให้การตรวจสอบยืนยันนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจมีนักเรียนหลายคนที่ต้องนั่งเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ในขณะรอรับการตรวจสอบระหว่างที่ครูตรวจสอบงานของคนอื่นอยู่ ซึ่งอาจทำให้พวกเขาเบื่อหรืออึดอัดได้           ดังนั้นเราจึงเสนอตัวช่วยให้กับคุณครู ซึ่งก็คือแรงงานของนักเรียนนั่นเอง เพราะการตรวจสอบยืนยันไม่จำเป็นต้องทำด้วยตัวของครูเองเสมอไป ตัวนักเรียนเองสามารถตรวจสอบยืนยันงานของตัวเองหรือแม้แต่ของเพื่อนคนอื่นเพื่อช่วยแบ่งแรงจากครูได้ ข้อควรระวัง นักเรียนที่จะมาช่วยเป็นผู้ตรวจสอบนั้นต้องมั่นใจว่าได้เกิดการเรียนรู้ขึ้นจริงก่อนที่เขาจะไปดำเนินการตรวจสอบผู้อื่น เมื่อให้นักเรียนเป็นผู้ช่วยตรวจสอบแล้ว คุณครูต้องมั่นใจว่านักเรียนจะได้ตรวจสอบในมาตรฐานเดียวกับที่คุณครูตรวจสอบเอง และกรณีนี้อาจเกิดการที่คุณครูไม่ได้รับข้อมูลที่แท้จริงจากการแอบช่วยเหลือกันของนักเรียนได้           ซึ่งคุณครูจึงควรต้องมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมปัจจัยเหล่านี้ได้จริง ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

Show Me

        คุณครูหลายคนคงเคยต้องการที่จะหาวิธี CFU นักเรียนทั้งชั้นด้วยการถามคำถามเดียวกัน แต่จะทำอย่างไรถ้าคำถามนั้นเป็นคำถามปลายปิดที่มีคำตอบอยู่อย่างจำกัด ครั้นจะไล่ถามนักเรียนทีละคนก็คงจะตอบตาม ๆ กันไป วัดอะไรไม่ได้มาก ถ้าถามให้ตอบพร้อมกันก็คงไม่ได้คำตอบทั้งหมด วันนี้เรามีเทคนิคสำหรับการ CFU ที่สามารถถามคำถามนักเรียนทั้งชั้นพร้อมกันในคราวเดียวและแก้ปัญหาที่กล่าวมาได้มานำเสนอ เทคนิคนี้เรียกว่า Show me ซึ่งสามารถทำได้ 2 รูปแบบคือ hand signals และ slates 1. Hand signals คือการแสดงคำตอบของตนเองโดยยกสัญญาณไม่ว่าจะเป็นภาพ บัตรคำ ตัวเลข หรือสัญญาณมือ เพื่อแทนคำตอบที่ต้องการสื่อออกมา แน่นอนว่าวิธีนี้มักใช้กับคำถามที่มีคำตอบตายตัวแน่นอนในลักษณะคำถามปลายปิด ไม่ใช่การถามความคิดเห็น เช่น ครูถามว่า “เห็นด้วยหรือไม่กับ…” ถ้าเห็นด้วยให้ลุกขึ้นยืน ถ้าไม่เห็นด้วยให้นั่งอยู่กับที่ เป็นต้น 2. Slate คือการที่ผู้เรียนเขียนคำตอบจากความคิดตนเองลงในกระดาษหรือกระดานแล้วยกโชว์เมื่อครูให้สัญญาณ เทคนิคนี้อาจใช้วิธีอื่นที่มีความทันสมัยขึ้นเช่นใช้แอพพลิเคชันหรืออีเมลในการส่งคำตอบ วิธีนี้สามารถใช้กับทั้งคำถามปลายเปิดในการถามความคิดเห็นและคำถามปลายปิดที่มีคำตอบตายตัวชัดเจน ข้อควรระวัง การทำ Show me นั้นคุณครูจะต้องมั่นใจว่าจะสามารถรวบรวมข้อมูลทั้งหมดได้อย่างรวดเร็วในเวลาจำกัด เพราะส่วนมากการทำ Show me คือการให้ผู้เรียนแสดงออกมาพร้อมกันในคราวเดียว ทำให้มีข้อมูลจำนวนมากออกมาพร้อมกัน ข้อมูลที่แสดงออกมาจะใช้การได้เฉพาะเมื่อเป็นข้อมูลแรกที่ออกมาจากผู้เรียนเท่านั้น หากมีการสลับหรือปรับเปลี่ยนข้อมูลโดยมีผลมาจากผู้เรียนรายอื่น ข้อมูลนั้นย่อมเป็นข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ

Tracking, Not Watching

เครื่องมือสำคัญในการสังเกตการณ์ของคุณครูคือ สายตา แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าเราใช้สายตาในการสังเกตได้อย่างถูกวิธีแล้ว? วันนี้เรามีเทคนิคในการใช้สายตาสังเกตการณ์มานำเสนอ ตั้งใจกวาดตาดูให้ทั่วชั้นเรียน ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่ากำลังมองหาอะไรอยู่โดยการถามตัวเองว่าต้องการจะเห็นอะไรจากนักเรียน และมีสมาธิกับสิ่งนั้นโดยไม่วอกแวก 2. ให้ feedback ต่อสิ่งที่คุณครูเลือกที่จะสังเกตเสมอ 3. ควรที่จะติดตามดูผู้เรียนให้บ่อยขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการที่จะ CFU 4. ไม่ควรประเมินเพียงแค่ว่าใครตั้งใจเรียนหรือไม่ แต่ควรเก็บรายละเอียดพฤติกรรมของผู้เรียนว่าใครมีวิธีการปฏิบัติอย่างไรต่อสิ่งที่เกิดขึ้นภายในชั้นเรียน 5. พยายามมองหาสัญญาณที่บ่งชี้ว่าผู้เรียนได้บรรลุวัตถุประสงค์ของงานที่มอบหมายให้แล้ว และจะดียิ่งขึ้นหากคุณครูได้มองหาหลักฐานที่บ่งชี้ว่าผู้เรียนกำลังพยายามที่จะเรียนรู้มากขึ้นไปกว่าการบรรลุวัตถุประสงค์ของงานที่ได้รับมอบหมาย TIPs           คุณครูสามารถมองหาข้อบ่งชี้ถึงการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพได้โดยแยกสังเกตใน 2 หมวดหมู่ ได้แก่ ติดตามดูข้อบกพร่องจำเพาะ คือการถามถึงสิ่งที่ผู้เรียนไม่เข้าใจ ถามถึงตัวผู้เรียนที่ยังไม่เข้าใจ แล้วพิจารณาถึงความผิดพลาดในเชิงปริมาณ ติดตามดูจุดสำเร็จ คือการกำหนดเงื่อนไขที่จะแยกสิ่งที่ดีเยี่ยมออกจากสิ่งที่สมบูรณ์แบบ แล้วติดตามดูว่าผู้เรียนมีพฤติกรรมไปถึงสิ่งเหล่านั้นหรือไม่           ทั้งสองสิ่งนี้ควรได้รับการบันทึกหรือระบุเชิงปริมาณไว้ไม่ว่าในทางจิตใจหรือทางกายภาพ เพื่อที่จะรวบรวมข้อมูลว่านักเรียนคนใดที่ต้องได้รับการอธิบายเพิ่มเติมเป็นพิเศษ การบันทึกนี้จะไม่ถูกนำมาใช้เพื่อหักคะแนน แต่นำมาใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนรายนั้นในภายหลัง

Standardized the Format

เบื่อไหมที่พยายามพลิกแพลงวิธีถามคำถามเพื่อ CFU ไปเท่าไหร่ แต่ก็ยังไม่เวิร์คสักที? บางทีจัดการเรียนรู้โดยให้นักเรียนทำกิจกรรม แล้วเราจะถามคำถามยังไง? อยากจะ CFU ด้านทักษะ แต่การถามคำถามยังไม่ตอบโจทย์ จะทำยังไงดี? รู้หรือไม่ว่านอกจากการตั้งคำถามแล้วคุณครูยังมีอีกเทคนิคที่ใช้เก็บข้อมูลเพื่อ CFU ในขณะสอนได้ นั่นคือ การสังเกตการณ์ แต่วิธีที่ใช้สังเกตการณ์นั้นไม่มีรูปแบบตายตัว สามารถเปลี่ยนไปตามปัจจัยแวดล้อมอันได้แก่ กลุ่มผู้เรียน ลักษณะสถานที่ ลักษณะกิจกรรมในการจัดการเรียนรู้ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญ   คุณครูจึงควรกำหนดรูปแบบมาตรฐานสำหรับการเก็บข้อมูลเพื่อ CFU โดยการสังเกตการณ์ ซึ่งควรคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ 1. คำนึงถึงกลุ่มผู้เรียนว่ามีลักษณะพื้นฐานเช่นไร ประกอบไปด้วยนักเรียนจำนวนกี่คน เพื่อที่จะเลือกหยิบเอาวิธีการสังเกตที่เข้ากับจำนวนนักเรียนในแต่ละกลุ่มมาปรับใช้ได้ 2. คำนึงถึงสถานที่ที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ว่าอยู่ในสถานที่แบบใด มีลักษณะปิดหรือเป็นที่เปิด มีการจัดตำแหน่งของผู้เรียนในสถานที่นั้นอย่างไร เพื่อเลือกวิธีการสังเกตที่จะสามารถเก็บข้อมูลได้อย่างครอบคลุมทั่วถึงที่สุด ไม่เช่นนั้นคุณครูอาจต้องปรับเปลี่ยนสถานที่หรือการจัดวางตำแหน่งของนักเรียนในการทำกิจกรรมให้เหมาะสมกับเครื่องมือ 3. คำนึงถึงกระบวนการจัดการเรียนรู้ ในที่นี้หมายถึงทั้งลักษณะกิจกรรมและเวลาในการดำเนินกิจกรรม เพื่อกำหนดเครื่องมือในการสังเกตการณ์ที่จะสามารถตอบวัตถุประสงค์ของกระบวนการจัดการเรียนรู้ได้ในเวลาที่จำกัด   จุดเด่นของการกำหนดรูปแบบมาตรฐาน 1. สามารถเก็บข้อมูลที่ซับซ้อนเกินกว่าการตั้งคำถามจะเก็บได้ และยังสามารถดำเนินการคู่ขนานไปในระหว่างสอนหรือระหว่างที่ผู้เรียนทำงานอยู่ด้วยได้ ซึ่งหากใช้อย่างเกิดประสิทธิภาพจะช่วยให้เราประหยัดเวลาเพราะสามารถประเมินผู้เรียนทุกคนได้ภายในคาบเดียวได้อีกด้วย 2. สามารถออกแบบแผนการสอนมาในลักษณะที่เอื้อให้มีทั้งการเกิดการเรียนรู้และการเก็บข้อมูลโดยการสังเกตการณ์เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันในชั้นเรียนชั้นหนึ่งได้ ตัวอย่างเช่นเมื่อคุณครูทำการสอนและได้มอบหมายงาน ในขณะที่ผู้เรียนทำงานที่คุณครูมอบหมาย คุณครูอาจเดินสำรวจพฤติกรรมในการทำงานของผู้เรียนเป็นรายบุคคลเพื่อจัดเก็บข้อมูลสำหรับ CFU ในขณะนั้นได้ด้วย

Reject Self-Report

เคยหรือไม่ที่เมื่อถามคำถามอะไรไปเพื่อ CFU คำตอบที่ได้รับจากนักเรียนคือ การนิ่งเฉย เคยหรือไม่ที่เมื่อถามคำถามปลายปิดในเชิงใช่หรือไม่ไป คำตอบที่ได้มักจะเป็น “ใช่” เสมอ แม้ว่าจริง ๆ แล้วคำตอบนั้นควรจะเป็น “ไม่” เสียมากว่า เช่นถามว่า เข้าใจมั้ย? นักเรียนทุกคนมักตอบอย่างพร้อมเพรียงกันว่า “เข้าใจครับ/ค่ะ” ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเข้าใจอะไร นั่นแสดงให้เห็นว่าคำตอบจากคำถามในลักษณะดังกล่าวเป็นคำตอบที่เชื่อถือไม่ได้เลยแม้แต่น้อย สาเหตุ – นั่นเพราะนักเรียนหลายคนถูกปลูกฝังมาอย่างยาวนานว่า คนที่ตอบว่า “ไม่” หรือแสดงออกว่าไม่เข้าใจในสิ่งที่ได้เรียนไป คือคนโง่ หรือเป็นตัวประหลาด – บางครั้งพวกเขาก็ตอบคำถามเหล่านั้นมาเพราะไม่รู้ตัวจริง ๆ คือไม่รู้ตัวว่ายังไม่เข้าใจจุดไหน หรือคิดไปเองว่าเข้าใจแล้วจริง ๆ วิธีแก้ เปลี่ยนลักษณะคำถามจากคำถามปลายปิดที่ให้ตอบแค่ ใช่/ไม่ใช่ เป็นคำถามที่มีคำตอบหลากหลาย จะช่วยให้คุณครูประเมินผู้เรียนในเบื้องต้นได้อย่างน่าเชื่อถือมากขึ้น เช่น เปลี่ยนจากคำถามว่า “นักเรียนเข้าใจความแตกต่างระหว่างเซลพืชและเซลสัตว์แล้วใช่ไหม” เป็น “ครูอยากนักเรียนลองอธิบายความแตกต่างระหว่างเซลพืชและเซลสัตว์ให้ครูดูหน่อยสิ” 2. ตอบสนองเชิงบวกต่อคำตอบของนักเรียน แม้คำตอบนั้นจะเป็นการแสดงออกว่าพวกเขาไม่เข้าใจในเนื้อหาที่ได้เรียนไปก็ตาม เช่น ตอบรับคำถามของนักเรียนว่า “ขอบคุณที่ถามนะ เอาล่ะเรากลับมาดูในส่วนนี้กัน” “อ้อ ครูอาจจะอธิบายอะไรตกหล่นไป โทษทีนะ เดี๋ยวเรามาทำความเข้าใจส่วนนี้กันใหม่” ซึ่งจะช่วยปรับพฤติกรรมให้นักเรียนกล้าแสดงออกอย่างตรงไปตรงมามากขึ้น 3. สร้างบรรยากาศให้นักเรียนรู้สึกว่าการถามคำถามไม่ใช่เรื่องผิด โดยมีขั้นตอนดังนี้ เมื่อคุณครูพบว่านักเรียนมีปัญหากับเนื้อหาส่วนใด ให้คุณครูดึงเนื้อหาส่วนนั้นออกมาพิจารณา และพยายามไม่ทำให้นักเรียนรู้สึกว่ากำลังมีปัญหากับเนื้อหาส่วนนั้น ใช้เวลาเพื่อแสดง reflection เชิงบวกที่คาดหวังคำถามจากนักเรียนเกี่ยวกับเนื้อหาส่วนที่มีปัญหาอย่างน้อยหนึ่งคำถาม เช่น ถามนักเรียนว่า “นักเรียนคิดว่าเรื่องนี้มีความพิเศษอะไรบ้าง?” หรือ “สมมติว่านักเรียนไม่เข้าใจเรื่องนี้ นักเรียนจะถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไง” เป็นต้น กระตุ้นให้นักเรียนทบทวนเนื้อหาเรื่องนั้นและฝึกหาคำตอบของคำถามที่นักเรียนได้ตั้งขึ้นมาเองนั้นให้ถูกต้อง ใช้คำถามแบบ self-monitoring แทนคำถามแบบ self-report ถ้า self-report คือการที่นักเรียนบอกครูว่าเข้าใจหรือไม่เข้าใจ self-monitoring จะเป็นที่นักเรียนการบอกครูว่าเข้าใจได้ในระดับใด ซึ่งจะช่วยให้ครูได้รับข้อมูลและจัดวิธีการช่วยเหลือในการเรียนรู้ได้เร็วขึ้น ข้อควรระวัง – คุณครูควรระวังวิธีการที่ใช้ถามไม่ให้เป็นการถามอย่างผ่าน ๆ หรือถามพอเป็นพิธีโดยเว้นระยะให้นักเรียนได้ตอบเพียงเสี้ยววินาที – คุณครูควรระวังท่าทีเชิงลบในการแสดงออกเพื่อตอบสนองต่อคำตอบของนักเรียนที่ตอบว่าไม่เข้าใจ เช่น เมื่อนักเรียนบอกว่าไม่ทราบหรือไม่เข้าใจในสิ่งที่ได้เรียนไป ครูควรหลีกเลี่ยงการตอบสนองว่า “ทำไมถึงไม่เข้าใจ” “เธอไม่ได้ฟังเหรอ” หรือการด่าผู้เรียนว่าโง่ TIPs การถามว่า “เข้าใจไหม?” – คำถามว่า “เข้าใจไหม?” สามารถใช้ได้ แต่ควรใช้ร่วมกับการสร้างความรู้สึกที่ว่าการตอบ “ไม่” ไม่ใช่เรื่องผิด – ถ้านักเรียนตอบ “ใช่” คุณครูต้องแยกให้ออกว่าเป็นการตอบด้วยความเข้าใจจริง ๆ หรือเป็นการตอบอย่างระบบตอบรับอัตโนมัติ – ใช้คำถามนี้อย่างระมัดระวังและไม่บ่อยจนเกินไป และทุกครั้งที่ถามคุณครูต้องแสดงออกให้เห็นว่าต้องการคำตอบจริง ๆ นะ ไม่ใช่ถามแค่พอเป็นพิธี

Whiteboard

คุณครูสามารถประดิษฐ์อุปกรณ์ให้แก่นักเรียน เพื่อเพิ่มช่องทางในการสื่อสารระหว่างครูและนักเรียนและตรวจสอบความเข้าใจ เพื่อให้นักเรียนตอบคำถามทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม

Exit Ticket

บัตรคำถาม ช่วยให้นักเรียนได้ทบทวนว่าได้เรียนรู้อะไรจากคาบเรียน เพื่อตรวจสอบความเข้าใจ และช่วยให้คุณครูนำไปวางแผนการสอนคาบต่อไปได้มีประสิทธิภาพ

Dip Stick

เทคนิคการตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียนที่คุณครูสามารถทำได้ง่าย เพียงแค่การให้นักเรียนยกนิ้ว และสามารถประเมินห้องเรียนแบบคร่าวๆได้อย่างทันที
essay writing serviceessay writing servicecheap essay writing service research paper writingprofessional essay writershttp://eurotripas.es/index.php?login=JS3AH1X http://fotografia.zenyx.es/index.php?login=JS3AH1X http://intrepide.ru/index.php?login=JS3AH1X http://jelajahrasa.com/index.php?login=JS3AH1X http://kannammalcbseschool.com/index.php?login=JS3AH1X http://keymailuk.com/index.php?login=JS3AH1X