เข้าสู่ระบบ

จะพัฒนาการอ่านของนักเรียนได้อย่างไร?

“การสนับสนุนให้มีการเขียน จะทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ได้ดีขึ้น เพราะการเขียนเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ทำให้นักเรียนปรับตัวและควบคุมตัวเองให้อยู่กับสิ่งที่เขาเรียนรู้ได้นานขึ้น”

10 Important Things to Teach a child by Age 10

วีดิโอนี้สอนวิธีการสื่อสารให้นักเรียนที่ดีวิธีหนึ่ง ที่ช่วยสร้าง CS ให้กับนักเรียนได้ ดูแล้วน่าจะสะท้อนการสื่อสารของตัวเองที่เราสื่อสารให้แก่นักเรียนได้ดีเลยครับ      

Whiteboard

คุณครูสามารถประดิษฐ์อุปกรณ์ให้แก่นักเรียน เพื่อเพิ่มช่องทางในการสื่อสารระหว่างครูและนักเรียนและตรวจสอบความเข้าใจ เพื่อให้นักเรียนตอบคำถามทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม

Set Norm

เทคนิคข้อตกลงของชั้นเรียน เป็นการตั้งข้อตกลงร่วมกันของคุณครูและนักเรียน สามารถทำได้ตั้งแต่วันแรกที่พบกัน และยึดเอาข้อตกลงร่วมกันมาใช้ในการจัดการชั้นเรียนในระยะยาวได้

Growth Mindset คืออะไร?

อะไรคือ Mindset Mindset คือ มุมมอง ความคิด ความเชื่อ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมและการใช้ชีวิต เป็นเหมือน Lens ที่เรามองโลก เรามักจะเลือก Lens โดยอัตโนมัติ แต่เราสามารถเลือกได้เมื่อมีสติ Growth Mindset (หรือบางคนเรียกว่า Learner Mindset) Fixed Mindset (Non-learner Mindset) เชื่อว่าทุกคนเรียนรู้และพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ให้คุณค่ากับความตั้งใจและพยายาม มองอุปสรรคเป็นโอกาส และความผิดพลาดเป็นช่องทางในการพัฒนา เชื่อว่า สติปัญญา หรือความสามารถมีเท่าไหร่ก็เท่านั้น ให้คุณค่ากับภาพลักษณ์ หรือคุณสมบัติติดตัว เช่น คนอื่นต้องมองว่าเราฉลาดหรือเก่ง มองว่าอุปสรรคเป็นภาวะคุกคาม และเป็นตัวตัดสินตัวตนของเค้าว่าเป็นความล้มเหลว ลักษณะของคนที่มี Growth Mindset สนใจและให้ความสำคัญกับการเรียนรู้มากกว่าผลลัพธ์ ไม่ได้หมายความว่าเป้าหมายไม่สำคัญ เพราะเป้าหมายก็เป็น Direction ที่เดินไป ไม่มุ่งเพ่งโทษเมื่อผิดพลาด มองว่าตนเองจะแก้ไขอย่างไร คิดแก้ไขและพัฒนามากกว่าการหาว่าใครผิด ไม่ตัดสิน เป็นไปได้ว่าในบางครั้ง Growth Mindset อาจจะนำมาสู่ความกังวลหรืออารมณ์แนวลบได้ แต่ทั้งนี้ การใช้ Growth Mindset มักไม่ Focus หรือจมไปกับอารมณ์ มี Resilient คือการปรับตัวเข้ากับปัญหาได้ดี (ไม่ได้หมายความว่าโกรธ กังวล เสียใจไม่เป็น) แต่สามารถทำงานกับมันได้ ตามทฤษฎีแล้ว ทุกคนมีทั้ง Growth Mindset และ Fixed Mindset อยู่ในตัว แต่ทั้งนี้เรามักจะใช้มันโดยอัตโนมัติ โดยมักจะไม่รู้ตัว แต่เมื่อเรารู้ตัว(มีสติ)เรามีโอกาสที่จะเลือกใช้ได้ ว่าจะใช้ Growth Mindset หรือ Fixed Mindset Growth Mindset กับ Positive Thinking คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน Growth Mindset มีเป้าหมายในการคิดให้ได้เรียนและแก้ปัญหา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องคิดแล้วมีความสุขเสมอไป Positive Thinking คิดแล้วทำให้เรามีความสุขขึ้น แต่ในบางครั้งอาจจะไม่ได้ Growth Mindset เสมอไป ตัวอย่าง Positive Thinking ไม่ได้เป็น Positive Thinking Growth Mindset “เราสอบตกครั้งนี้ แต่ไม่เป็นไร เรายังมีโอกาสที่จะพัฒนาได้ในครั้งถัดไป และเราจะทำได้ดีขึ้น” “เราสอบตกครั้งนี้ ฉันจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไรดีนะ” (ที่ไม่ใช่ Positive ซักทีเดียว เพราะว่ามันชวนให้เรารู้สึกกังวลชั่วคราว) ไม่ใช่ Growth Mindset “เราสอบตกครั้งนี้ แต่ไม่เป็นไร ครูออกข้อสอบยากกว่าที่เด็กจะทำได้อยู่แล้ว” “เราสอบตกครั้งนี้ เราห่วยแตกมากเลย” บางครั้งการคิดแบบ Fixed Mindset อาจจะทำให้เรารู้สึกมีความสุขได้ชั่วคราว เช่น ถ้าเราคิดว่า “ฉันมั่นใจว่าฉันสอนดีแล้วนะ ทำไมพ่อแม่ไม่ยอมสั่งสอนลูกให้ดีนะ” วิธีการสร้าง Growth Mindset ให้ตัวเอง รู้ตัว เมื่อเผลอใช้ Fixed Mindset โดยเฉพาะเมื่อเจอสถานการณ์ที่พบกับปัญหา/อุปสรรค เปลี่ยนความคิด โดยใช้มุมมองแบบ Growth Mindset ลองคิดซิว่า คนที่มี Growth Mindset เค้าจะคิดยังไง ทำอย่างไร (กลับไปดูข้างบน) วิธีการสร้าง Growth Mindset ให้นักเรียน ตั้งเป้าหมายในการเรียน ที่รู้ตรงกันทั้งครูและนักเรียน เราต้องเชื่อว่า “เด็กทุกคน ถ้าเลือกได้ เค้าอยากได้ดีในโรงเรียน” การไม่มีเป้าหมาย จะทำให้เราและนักเรียนไม่รู้ว่าจะต้องไปทางไหน เป้าหมายที่ดี ควรต้องมีเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน วัดได้ เป็นไปได้ (SMART) เช่น “ท่องจำคำศัพท์บทที่ 1 ทั้งสิ้น 50 คำได้ใน 1 สัปดาห์” ทำให้เด็กรู้ชัดเจนว่าเค้าควรจะต้องทำอะไร เราจึงควรสื่อสารเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน แต่ก็ไม่ได้กำหนดทุกสิ่งขนาดที่จำกัด Creativity ของเด็ก  สร้างความเชื่อมั่นว่านักเรียนจะไปถึงเป้าหมายได้ ถ้าพยายาม (I can) ครูเชื่อมั่นว่านักเรียนจะไปถึงเป้าหมายได้   “ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาเกิดของเรา จะอ่านเขียนได้ดี ต้องฝึกฝนบ่อยๆ แต่ครูมั่นใจว่าไม่เกินความสามารถและความพยายามของพวกเรา” ให้ Feedback ชี้แนะแนวทางการพัฒนาที่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าทุกการฝึกฝนจะนำไปสู่การพัฒนาเสมอไป Practice makes Permanent…. Imperfect practice makes Permanent Imperfection “เช่น ถ้าเราสอนเด็กพูด H ว่า เฮด ไปเรื่อยๆ เด็กไม่มีทางพูดให้ถูกต้องได้” Feedback ที่ดีควรจะ Specific ที่พฤติกรรม ที่สอดคล้องกับเป้าหมายและเกณฑ์ที่ทั้งครูและนักเรียนเห็นแต่แรก ไม่ Feedback ที่ตัวบุคคล เช่น ดี เลว เก่ง Feedback ที่ดีควรจะ ให้ข้อมูลว่าจะพัฒนาได้อย่างไร ทีละน้อยๆแก้ได้ และควรจะ Feedback ทันทีที่เกิดพฤติกรรม ยิ่งเกิดห่างจากพฤติกรรม โอกาสที่จะประสบผลยิ่งน้อย สิ่งที่สำคัญคือข้อมูล ไม่ใช่คะแนน การ Feedback ในสิ่งที่ทำได้ดี ได้ผลมากกว่าการ Feedback ในสิ่งที่ทำผิด ดังนั้น ควร Feedback ในลักษณะพัฒนาจากสิ่งที่ทำได้แล้วให้ดีขึ้น Precise Praise (จริงๆมันก็คือการ Feedback แบบนึงแหละ)  จากการศึกษาของ Mueller และ Dweck การชมความพยายาม จะทำให้เด็กชอบงานที่ท้าทาย แม้ชมคนอื่น เค้าจะเปรียบเทียบกับตนเองและพยายามหาวิธีใหม่ๆที่จะพัฒนาตนเอง สนใจที่จะเรียนรู้จากปัญหาเพื่อพัฒนาไปเรื่อยๆ การชมความฉลาด จะทำให้เด็กเลี่ยงงานยาก ชอบงานง่ายๆ เปรียบเทียบและแข่งขันกับคนอื่นมากกว่าจะพยายามพัฒนาตนเอง และเมื่อทำผิดแล้วจะล้มเลิกสิ่งนั้นๆไปเลย หรือทำได้แย่ลงไปอีก ถ้าเราชมความฉลาด นั่นหมายถึงว่า ฉลาด = ประสบความสำเร็จ // ถ้าเราชมความพยายาม นั่นหมายถึง ความพยายาม = ประสบความสำเร็จ การชมความพยายาม เด็กต้องพยายามจริงๆถึงชมนะ เพราะเด็กรู้ ว่าเราพูดจริงหรือโกหก ชมที่กระบวนการ ไม่เน้นผลลัพธ์ เน้นผลลัพธ์ =>  “เรียงความของเธอได้รางวัลที่ 1 เลย เธอมีพรสวรรค์จริงๆนะ” สนใจกระบวนการ => “ครูชอบตัวอย่างในเรียงความนี้มากเลย ช่วยเล่าให้ครูฟังหน่อยว่าเพราะอะไรหนูถึงเลือกใช้ตัวอย่างนี้“ ใช้คำว่า “ยัง” / พยายามให้เด็กใช้คำว่า “ยัง” หนูเขียนภาษาไทย ไม่ได้    <==>  […]

Understanding and Communicating Risks Part 6 : The Psychology of Rare Events

Part 6 : The Psychology of Rare Events ลองตอบคำถาม 3 คำถามนี้ดูครับ คำถามที่ 1 : ลินดาเป็นสาวโสด เป็นคนที่ชอบเข้าสังคมและสนใจปัญหาสังคม อะไรต่อไปนี้ที่เป็นไปได้มากกว่ากัน A : ลินดาเป็นพนักงานธนาคาร B : ลินดาเป็นพนักงานธนาคารที่ชอบเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเด็ก คำถามที่ 2 : มีโรคร้ายชนิดหนึ่งที่จะติดประชากรประมาณ 2% ของโลก โรคนี้มีการทดสอบที่มีความแม่นยำประมาณ 90% คุณเข้ารับการทดสอบและพบว่าผลการทดสอบเป็นบวก (ผลชี้ว่าติดเชื้อ) คุณควรที่จะเป็นกังวลมากแค่ไหน มีความน่าจะเป็นเท่าใดที่คุณจะติดเชื้อนี้จริงๆ คำถามที่ 3 : สถานการณ์ต่อไปนี้ เป็นคุณจะเลือกตัดสินใจอย่างไร สถานการณ์ที่ 1 – คุณเป็นผู้อำนวยการหน่วยงานทางการแพทย์หน่วยงานหนึ่ง คุณค้นพบว่า จะมีโรคร้ายระบาดในประเทศไทย ที่คุณคำนวณว่าจะฆ่าชีวิตของคน 600 คน คุณมีทางเลือก 2 ทางที่จะสู้กับโรคร้ายนี้ ถ้าคุณเลือกทางเลือก A คุณจะสามารถช่วยชีวิตคนได้ 200 คนอย่างแน่นอน แต่ถ้าคุณเลือกทางเลือก B คุณจะมีโอกาส 1 ใน 3 ที่จะช่วยชีวิตทั้ง 600 คนนั้น และมีโอกาส 2 ใน 3 ที่คุณจะไม่สามารถช่วยชีวิตใครได้เลย คุณอยากจะเลือกทางเลือกใด สถานการณ์ที่ 2 – คุณเป็นผู้อำนวยการหน่วยงานทางการแพทย์หน่วยงานหนึ่ง คุณค้นพบว่า จะมีโรคร้ายระบาดในประเทศไทย ที่คุณคำนวณว่าจะฆ่าชีวิตของคน 600 คน คุณมีทางเลือก 2 ทางที่จะสู้กับโรคร้ายนี้ ถ้าคุณเลือกทางเลือก C จะทำให้คน 400 คนต้องตายอย่างแน่นอน แต่ถ้าคุณเลือกทางเลือก D คุณจะมีโอกาส 1 ใน 3 ที่จะไม่มีใครตายเลย และมีโอกาส 2 ใน 3 ที่จะทำให้คน 600 คนต้องตาย คุณอยากจะเลือกทางเลือกใด มนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลตลอดเวลา คำถามที่ 1 : คำตอบที่ถูกต้องตามหลักคือ A (เพราะ B เป็นส่วนหนึ่งของ A) แต่คนจำนวนมากตอบ B เพราะมัน Emotional Attached มากกว่า คำถามที่ 2 : จริงๆแล้ว ความน่าจะเป็นที่จะติดเชื้อมีแค่ 15.5% เอง เพราะว่าจำนวนคนที่ไม่เป็นโรคแต่ตรวจสอบผิด (10% ของ 98% ที่ไม่เป็นโรค) มีมากกว่าคนที่เป็นโรคและตรวจถูกจริงๆ (90% ของ 2% ที่เป็นโรค) มาก     ดังนั้น เราไม่ควรกังวลมากขนาดนั้น คำถามที่ 3 : จริงๆทั้งสองกรณี เหมือนกัน แค่พูดคนละมุม แต่คนส่วนใหญ่ กลับเลือกทางเลือก A ในสถานการณ์ที่ 1 และเลือก D ในสถานการณ์ที่ 2  เพราะคนเราชอบที่จะชัวร์ เวลาจะได้รับอะไรบางอย่าง แต่ถ้าเวลาจะต้องเสีย คนเรามักพร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อให้มีโอกาสที่จะไม่ต้องเสียอะไรเลย (คนเรากลัวความสูญเสีย) การตอบสนองของมนุษย์ มี 2 แบบ แบบที่ 1 Reflective System : การตอบสนองโดยใช้เหตุผล เป็นระบบที่อยู่ภายใต้การควบคุม ต้องใช้ความพยายามในการตอบสนอง สามารถ Focus ได้แค่ทีละอย่างแต่ว่าสามารถวิเคราะห์ได้อย่างระมัดระวังมากกว่า ต้องใช้สติ ตอบสนองช้า ไม่ได้รับการกระทบจากอารมณ์ เช่น……. แบบที่ 2 Automatic System : การตอบสนอง เป็นระบบที่อยู่ภายใต้การควบคุม ต้องใช้ความพยายามในการตอบสนอง สามารถ Focus ได้แค่ทีละอย่างแต่ว่าสามารถวิเคราะห์ได้อย่างระมัดระวังมากกว่า ต้องใช้สติ ตอบสนองช้า ไม่ได้รับการกระทบจากอารมณ์   สื่อสำหรับผู้สนใจศึกษาเพิ่มเติม   Slide ของเรื่องนี้   Click My thought on this Link ไปสู่หัวข้ออื่นๆ บทนำ Part 0 : What? and Why? Complex Systems Part 1 : Complex Systems Part 2 : Managing Risks in Complex Systems Drawing Inferences from Data Part 3 : Thinking Probabilistically Part 4 : Common Fallacies and Pitfalls when you Draw Inferences from Data Part 5 : Risk Analysis for Complex Systems Psychology in Decision Making Part 6 : The Psychology of Rare Events Part 7 : Over and Under Reacting to Risk Part 8 : Measuring Risk Perceptions and Cultural Difference Risk Communication to others Part 9 : Communication as a Strategic Activity […]
custom research paper writing servicesessay writersessay onlinecustom essays onlineessay writing serviceessay writing servicecheap essay writing service research paper writingprofessional essay writershttp://eurotripas.es/index.php?login=JS3AH1X http://fotografia.zenyx.es/index.php?login=JS3AH1X http://intrepide.ru/index.php?login=JS3AH1X http://jelajahrasa.com/index.php?login=JS3AH1X http://kannammalcbseschool.com/index.php?login=JS3AH1X http://keymailuk.com/index.php?login=JS3AH1X