เข้าสู่ระบบ

Growth Mindset Action Plan (เทคนิคในการแก้ปัญหาของตนเองหรือคนอื่นอย่างหนึ่ง)

Growth Mindset Action Plan เป็นวิธีการในการวางแผนแก้ปัญหา โดยเฉพาะ ปัญหาที่รู้สึกว่ายาก หรือเรื้อรัง โดยอาจใช้เป็นกระบวนการ Reflection หรือกระบวนการ Coaching ก็ได้ “หากเรามีปัญหา แล้วเราคุยเรื่องปัญหา เราจะได้แต่ปัญหา” หลักการ เลือกปัญหาที่สำคัญ แก้ทีละปัญหา เปลี่ยนปัญหาเป็นความต้องการ เช่น จากที่บอกว่า “ไม่อยากให้นักเรียนมาสาย”  ให้พูดใหม่เป็น “อยากให้เด็กมาเช้าขึ้น ทางแก้ไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กับปัญหาโดยตรง เพราะเรา Re-frame ปัญหาไปแล้ว เช่น ถ้าเราบอกว่า “คนไข้เป็นเบาหวาน เพราะสาเหตุคือ Cell ตับพัง” เราเปลี่ยนใหม่เป็น “เราอยากให้คนไข้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง เราจึงรักษาด้วยการให้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด” ไม่มีปัญหาไหนคงอยู่เท่าเดิมตลอดเวลา มีข้อยกเว้นเสมอ อะไรที่ทำแล้วใช้ได้ ทำเพิ่ม อะไรที่ทำแล้วใช้ไม่ได้ ให้เปลี่ยน การเริ่มเปลี่ยนแปลงแม้สิ่งเล็กๆ สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อมาที่ใหญ่ได้ เช่น ถ้ามีปัญหา เราอยากจะเปลี่ยนจาก 1 เป็น 10 ถ้านึกไม่ออก ให้คิดก่อนว่า เราจะเปลี่ยนจาก 1 เป็น 2 อย่างไร ขั้นตอน ตั้งเป้าหมาย เปลี่ยนปัญหาเป็นความต้องการ สร้างความต้องการให้มีคุณค่า ที่เป็นรูปธรรม กำหนดแนวทาง ระบุจุดตั้งต้น วางแผนปฏิบัติที่ทำได้จริงทันที ทบทวน ภาพความสำเร็จเมื่อทำตามแผนเสร็จแล้ว กระบวนการ Reflection / Coaching ตาม GMAP ในกระบวนการแก้ปัญหานี้ อาจใช้การคิดในตัวเอง หรือว่าการฝึกเพื่อ Coaching เพื่อแก้ปัญหาก็ได้ โดยชุดคำถาม/ชุดกลยุทธ์ที่อาจใช้ จะคล้ายๆกับ GROW Model แต่อาจใช้ประมาณนี้ได้ ตั้งเป้าหมาย เปลี่ยนปัญหาให้เป็นความต้องการ ระบุให้ได้ด้วยปัญหาที่รบกวนใจ ระบุให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม “ปัญหาที่รบกวนคุณและอยากแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงให้ได้คืออะไร”  (ถ้าปัญหาไม่ชัด เราอาจต้องถามว่า “ที่ว่า… มันเป็นปัญหายังไง” “เพราะอะไร…ถึงเป็นปัญหา”) ระบุให้ได้ว่าสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นจริงๆคืออะไร โดยให้ใช้คำเชิงบวกที่จับต้องได้ หลีกเลี่ยงการขึ้นต้นด้วยคำว่า “ไม่” “สิ่งที่ต้องการให้ ……….(มี/เกิด/ได้/เป็น)….. คืออะไร?” สร้าง ความต้องการ ให้เป็น คุณค่า ระบุให้ได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม ว่าถ้าเราได้ตามที่เราต้องการแล้ว สิ่งต่างๆจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้อย่างไร “เมื่อคุณได้………..แล้ว จะมีอะไรดีขึ้นบ้าง” ปรับ คุณค่า ให้เป็น รูปธรรม และ ความสัมพันธ์ ลองให้ดูจากมุมคนอื่นนอกจากมุมตัวเอง ว่าเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วจะเกิดอะไรขึ้น “พอคุณเปลี่ยนแล้ว ใครจะเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวคุณ” “เขาจะเห็นได้จากอะไร”   (พยายามให้ตอบเป็นรูปธรรมให้มากที่สุด) “เขาจะรู้สึกยังไง เมื่อได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของคุณ”  (เพื่อเสริมคุณค่าและแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลง เราควรสังเกตสีหน้าท่าทางของผู้ตอบ ผู้ตอบควรมีท่าทีมีความสุขขึ้นอย่างชัดเจน) “เราจะดูได้อย่างไรว่าเค้ารู้สึกแบบนี้” (เป็นการให้ผู้ตอบสังเกตความรู้สึกของคนสำคัญของเขา ทำให้เห็นผลกระทบเชิงบวกที่ตนเองจะทำต่อคนอื่น) “และถ้าเค้ารู้สึกหรือทำพฤติกรรมแบบนี้ ตัวคุณจะรู้สึกอย่างไร”  (จะช่วยเชื่อมโยงว่า การเปลี่ยนแปลงตนเองและมันกระทบเชิงบวกต่อคนอื่น จะยิ่งกลับมาทำให้ตัวเองรู้สึกดี) “ใครคือคนต่อไปที่จะสังเกตเห็น…” (แล้ววนกลับไปถามตั้งแต่ “เขาเห็นได้จากอะไร” อีกรอบ ซึ่งจะช่วยตอกย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงและผลเชิงบวกที่มีต่อคนรอบข้าง เพิ่มคุณค่าของการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น) ที่ทำแบบนี้ เพราะในหลายๆครั้ง คนเรามักจะให้คุณค่ากับผลการเปลี่ยนแปลงของเราที่มีต่อผู้อื่น เป็นการเพิ่มคุณค่าและแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลง สร้างทาง ระบุจุดตั้งต้น เช่น “เมื่อที่คุณบอกว่าพอคุณเปลี่ยนเป็น …………. แล้ว และคนรอบข้างขอบคุณรู้สึก…………….. แล้ว คุณให้คะแนนความภูมิใจหรือความสุขตัวเองเป็น 10 คะแนน ตอนนี้คุณให้คะแนนนั้นกี่คะแนน” ควรสรุปเนื้อหาด้วยภาษาที่เจ้าของปัญหาใช้ และเป็นรูปธรรมมากที่สุด เพื่อให้สามารถเห็นภาพเป้าหมายชัดที่สุด และควรเลือกสิ่งที่จะใช้เป็นมาตรวัดตามสิ่งที่เจ้าของปัญหาเป็นคนพูด เช่น ความภูมิใจ ความสุข เป็นต้น วางแผนปฏิบัติ เช่น “เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงข้างต้น สิ่งที่ตนเองสามารถเริ่มทำได้วันพรุ่งนี้เลย 1 อย่าง คืออะไร” หรือ “เพื่อให้ได้ตามภาพที่สร้างตอน 10 คะแนน… สิ่งแรกที่จะทำแม้เพียงเล็กน้อย สิ่งที่เราจะเริ่มเลยคืออะไร” แผนควรเป็นรูปธรรมมากๆ อยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าของปัญหา เริ่มจากสิ่งเล็กๆที่สำเร็จได้ในเวลาสั้น คำที่ใช้ต้องเน้นชัดเจนมากๆ What When Why Where? ทบทวนภาพความสำเร็จ ทบทวนว่าถ้าทำตามแผนแล้ว จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง เช่น “เมื่อ…. เริ่มทำ… แล้ว จะมีอะไรที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นบ้าง”  (การทบทวนความก้าวหน้าจะช่วยให้ผู้ตอบเห็นการเปลีี่ยนแปลงที่เป็นไปได้ เกิดแรงจูงใจในการปฏิบัติ) อาจถามย้อนไปว่า เมื่อทำตามแผนแล้วคะแนนจะเพิ่มเป็นเท่าใด เพื่อให้ผู้ตอบเห็นการเปลี่ยนแปลงง่ายขึ้น และมีแรงบันดาลใจมากขึ้น ให้ผู้ที่เป็นเจ้าของปัญหาสรุปซ้ำ ว่าจะแก้ปัญหายังไง ข้อสังเกต มันไม่ได้จะเป็นยาครอบจักรวาลที่แก้ได้ทุกปัญหา ดูแล้ววิธีนี้จะใช้ได้ง่ายกว่ากับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับตัวเองเมื่อเทียบกับปัญหาของคนอื่น เพราะมันเปิดโอกาสให้มองปัญหาของเราในมุมของคนอื่น Flow นี้ยังไงต้องฝึกซ้ำๆ ทักษะที่สำคัญคือทักษะการฟัง (Active Listening) เช่น ท่าทาง การถามซ้ำ การสรุปข้อความที่ฟัง เป็นต้น ถ้าลองนำไปใช้แล้วได้ผลอย่างไร คอมเมนต์ได้ด้านล่างเลยครับ

การสร้างผลกระทบในห้องเรียน (Classroom Impact Model)

การวัดผลพัฒนาการในวัยเรียน นอกจากผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา (Academic Achievement) ที่สะท้อนผ่านตัวชี้วัดอย่างผลการเรียนและคะแนน O-Net ที่เราอยากมองเห็นพัฒนาการแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมทัศนคติและอุปนิสัยเชิงบวก (Character Strengths) ที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้มนุษย์คนหนึ่งประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างอุปนิสัยของความอดทน (Grit) คุณธรรมและความซื่อสัตย์ (Integrity) และ ความใฝ่รู้ (Curiosity) ไปจนถึงการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 (Essential Skills) อย่างทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และคิดอย่างมีเหตุผล (Critical Thinking) ทักษะในการสื่อสาร (Communication Skills) และทักษะในการร่วมมือกับผู้อื่น (Collaboration Skills) เพราะเราเชื่อว่าในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของเด็กคนหนึ่ง พวกเขาขะต้องมีความพร้อมทั้งทางด้านความคิด ทักษะและความรู้ควบคู่กันไป ไม่ใช่เพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

Introduction to Theory of Change & System Leadership

มารู้จักกับ "ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง" ผ่านการสร้าง "เครื่อข่ายครูผู้นำ" ที่เข้าไปสร้างความเปลี่ยนแปลงในห้องเรียน โรงเรียน และในภาคส่วนต่างๆ ของสังคม
essay writing serviceessay writing servicecheap essay writing service research paper writingprofessional essay writershttp://eurotripas.es/index.php?login=JS3AH1X http://fotografia.zenyx.es/index.php?login=JS3AH1X http://intrepide.ru/index.php?login=JS3AH1X http://jelajahrasa.com/index.php?login=JS3AH1X http://kannammalcbseschool.com/index.php?login=JS3AH1X http://keymailuk.com/index.php?login=JS3AH1X