เข้าสู่ระบบ

Growth Mindset Action Plan (เทคนิคในการแก้ปัญหาของตนเองหรือคนอื่นอย่างหนึ่ง)

Growth Mindset Action Plan เป็นวิธีการในการวางแผนแก้ปัญหา โดยเฉพาะ ปัญหาที่รู้สึกว่ายาก หรือเรื้อรัง โดยอาจใช้เป็นกระบวนการ Reflection หรือกระบวนการ Coaching ก็ได้ “หากเรามีปัญหา แล้วเราคุยเรื่องปัญหา เราจะได้แต่ปัญหา” หลักการ เลือกปัญหาที่สำคัญ แก้ทีละปัญหา เปลี่ยนปัญหาเป็นความต้องการ เช่น จากที่บอกว่า “ไม่อยากให้นักเรียนมาสาย”  ให้พูดใหม่เป็น “อยากให้เด็กมาเช้าขึ้น ทางแก้ไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กับปัญหาโดยตรง เพราะเรา Re-frame ปัญหาไปแล้ว เช่น ถ้าเราบอกว่า “คนไข้เป็นเบาหวาน เพราะสาเหตุคือ Cell ตับพัง” เราเปลี่ยนใหม่เป็น “เราอยากให้คนไข้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง เราจึงรักษาด้วยการให้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด” ไม่มีปัญหาไหนคงอยู่เท่าเดิมตลอดเวลา มีข้อยกเว้นเสมอ อะไรที่ทำแล้วใช้ได้ ทำเพิ่ม อะไรที่ทำแล้วใช้ไม่ได้ ให้เปลี่ยน การเริ่มเปลี่ยนแปลงแม้สิ่งเล็กๆ สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อมาที่ใหญ่ได้ เช่น ถ้ามีปัญหา เราอยากจะเปลี่ยนจาก 1 เป็น 10 ถ้านึกไม่ออก ให้คิดก่อนว่า เราจะเปลี่ยนจาก 1 เป็น 2 อย่างไร ขั้นตอน ตั้งเป้าหมาย เปลี่ยนปัญหาเป็นความต้องการ สร้างความต้องการให้มีคุณค่า ที่เป็นรูปธรรม กำหนดแนวทาง ระบุจุดตั้งต้น วางแผนปฏิบัติที่ทำได้จริงทันที ทบทวน ภาพความสำเร็จเมื่อทำตามแผนเสร็จแล้ว กระบวนการ Reflection / Coaching ตาม GMAP ในกระบวนการแก้ปัญหานี้ อาจใช้การคิดในตัวเอง หรือว่าการฝึกเพื่อ Coaching เพื่อแก้ปัญหาก็ได้ โดยชุดคำถาม/ชุดกลยุทธ์ที่อาจใช้ จะคล้ายๆกับ GROW Model แต่อาจใช้ประมาณนี้ได้ ตั้งเป้าหมาย เปลี่ยนปัญหาให้เป็นความต้องการ ระบุให้ได้ด้วยปัญหาที่รบกวนใจ ระบุให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม “ปัญหาที่รบกวนคุณและอยากแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงให้ได้คืออะไร”  (ถ้าปัญหาไม่ชัด เราอาจต้องถามว่า “ที่ว่า… มันเป็นปัญหายังไง” “เพราะอะไร…ถึงเป็นปัญหา”) ระบุให้ได้ว่าสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นจริงๆคืออะไร โดยให้ใช้คำเชิงบวกที่จับต้องได้ หลีกเลี่ยงการขึ้นต้นด้วยคำว่า “ไม่” “สิ่งที่ต้องการให้ ……….(มี/เกิด/ได้/เป็น)….. คืออะไร?” สร้าง ความต้องการ ให้เป็น คุณค่า ระบุให้ได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม ว่าถ้าเราได้ตามที่เราต้องการแล้ว สิ่งต่างๆจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้อย่างไร “เมื่อคุณได้………..แล้ว จะมีอะไรดีขึ้นบ้าง” ปรับ คุณค่า ให้เป็น รูปธรรม และ ความสัมพันธ์ ลองให้ดูจากมุมคนอื่นนอกจากมุมตัวเอง ว่าเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วจะเกิดอะไรขึ้น “พอคุณเปลี่ยนแล้ว ใครจะเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวคุณ” “เขาจะเห็นได้จากอะไร”   (พยายามให้ตอบเป็นรูปธรรมให้มากที่สุด) “เขาจะรู้สึกยังไง เมื่อได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของคุณ”  (เพื่อเสริมคุณค่าและแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลง เราควรสังเกตสีหน้าท่าทางของผู้ตอบ ผู้ตอบควรมีท่าทีมีความสุขขึ้นอย่างชัดเจน) “เราจะดูได้อย่างไรว่าเค้ารู้สึกแบบนี้” (เป็นการให้ผู้ตอบสังเกตความรู้สึกของคนสำคัญของเขา ทำให้เห็นผลกระทบเชิงบวกที่ตนเองจะทำต่อคนอื่น) “และถ้าเค้ารู้สึกหรือทำพฤติกรรมแบบนี้ ตัวคุณจะรู้สึกอย่างไร”  (จะช่วยเชื่อมโยงว่า การเปลี่ยนแปลงตนเองและมันกระทบเชิงบวกต่อคนอื่น จะยิ่งกลับมาทำให้ตัวเองรู้สึกดี) “ใครคือคนต่อไปที่จะสังเกตเห็น…” (แล้ววนกลับไปถามตั้งแต่ “เขาเห็นได้จากอะไร” อีกรอบ ซึ่งจะช่วยตอกย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงและผลเชิงบวกที่มีต่อคนรอบข้าง เพิ่มคุณค่าของการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น) ที่ทำแบบนี้ เพราะในหลายๆครั้ง คนเรามักจะให้คุณค่ากับผลการเปลี่ยนแปลงของเราที่มีต่อผู้อื่น เป็นการเพิ่มคุณค่าและแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลง สร้างทาง ระบุจุดตั้งต้น เช่น “เมื่อที่คุณบอกว่าพอคุณเปลี่ยนเป็น …………. แล้ว และคนรอบข้างขอบคุณรู้สึก…………….. แล้ว คุณให้คะแนนความภูมิใจหรือความสุขตัวเองเป็น 10 คะแนน ตอนนี้คุณให้คะแนนนั้นกี่คะแนน” ควรสรุปเนื้อหาด้วยภาษาที่เจ้าของปัญหาใช้ และเป็นรูปธรรมมากที่สุด เพื่อให้สามารถเห็นภาพเป้าหมายชัดที่สุด และควรเลือกสิ่งที่จะใช้เป็นมาตรวัดตามสิ่งที่เจ้าของปัญหาเป็นคนพูด เช่น ความภูมิใจ ความสุข เป็นต้น วางแผนปฏิบัติ เช่น “เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงข้างต้น สิ่งที่ตนเองสามารถเริ่มทำได้วันพรุ่งนี้เลย 1 อย่าง คืออะไร” หรือ “เพื่อให้ได้ตามภาพที่สร้างตอน 10 คะแนน… สิ่งแรกที่จะทำแม้เพียงเล็กน้อย สิ่งที่เราจะเริ่มเลยคืออะไร” แผนควรเป็นรูปธรรมมากๆ อยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าของปัญหา เริ่มจากสิ่งเล็กๆที่สำเร็จได้ในเวลาสั้น คำที่ใช้ต้องเน้นชัดเจนมากๆ What When Why Where? ทบทวนภาพความสำเร็จ ทบทวนว่าถ้าทำตามแผนแล้ว จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง เช่น “เมื่อ…. เริ่มทำ… แล้ว จะมีอะไรที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นบ้าง”  (การทบทวนความก้าวหน้าจะช่วยให้ผู้ตอบเห็นการเปลีี่ยนแปลงที่เป็นไปได้ เกิดแรงจูงใจในการปฏิบัติ) อาจถามย้อนไปว่า เมื่อทำตามแผนแล้วคะแนนจะเพิ่มเป็นเท่าใด เพื่อให้ผู้ตอบเห็นการเปลี่ยนแปลงง่ายขึ้น และมีแรงบันดาลใจมากขึ้น ให้ผู้ที่เป็นเจ้าของปัญหาสรุปซ้ำ ว่าจะแก้ปัญหายังไง ข้อสังเกต มันไม่ได้จะเป็นยาครอบจักรวาลที่แก้ได้ทุกปัญหา ดูแล้ววิธีนี้จะใช้ได้ง่ายกว่ากับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับตัวเองเมื่อเทียบกับปัญหาของคนอื่น เพราะมันเปิดโอกาสให้มองปัญหาของเราในมุมของคนอื่น Flow นี้ยังไงต้องฝึกซ้ำๆ ทักษะที่สำคัญคือทักษะการฟัง (Active Listening) เช่น ท่าทาง การถามซ้ำ การสรุปข้อความที่ฟัง เป็นต้น ถ้าลองนำไปใช้แล้วได้ผลอย่างไร คอมเมนต์ได้ด้านล่างเลยครับ

Growth Mindset คืออะไร?

อะไรคือ Mindset Mindset คือ มุมมอง ความคิด ความเชื่อ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมและการใช้ชีวิต เป็นเหมือน Lens ที่เรามองโลก เรามักจะเลือก Lens โดยอัตโนมัติ แต่เราสามารถเลือกได้เมื่อมีสติ Growth Mindset (หรือบางคนเรียกว่า Learner Mindset) Fixed Mindset (Non-learner Mindset) เชื่อว่าทุกคนเรียนรู้และพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ให้คุณค่ากับความตั้งใจและพยายาม มองอุปสรรคเป็นโอกาส และความผิดพลาดเป็นช่องทางในการพัฒนา เชื่อว่า สติปัญญา หรือความสามารถมีเท่าไหร่ก็เท่านั้น ให้คุณค่ากับภาพลักษณ์ หรือคุณสมบัติติดตัว เช่น คนอื่นต้องมองว่าเราฉลาดหรือเก่ง มองว่าอุปสรรคเป็นภาวะคุกคาม และเป็นตัวตัดสินตัวตนของเค้าว่าเป็นความล้มเหลว ลักษณะของคนที่มี Growth Mindset สนใจและให้ความสำคัญกับการเรียนรู้มากกว่าผลลัพธ์ ไม่ได้หมายความว่าเป้าหมายไม่สำคัญ เพราะเป้าหมายก็เป็น Direction ที่เดินไป ไม่มุ่งเพ่งโทษเมื่อผิดพลาด มองว่าตนเองจะแก้ไขอย่างไร คิดแก้ไขและพัฒนามากกว่าการหาว่าใครผิด ไม่ตัดสิน เป็นไปได้ว่าในบางครั้ง Growth Mindset อาจจะนำมาสู่ความกังวลหรืออารมณ์แนวลบได้ แต่ทั้งนี้ การใช้ Growth Mindset มักไม่ Focus หรือจมไปกับอารมณ์ มี Resilient คือการปรับตัวเข้ากับปัญหาได้ดี (ไม่ได้หมายความว่าโกรธ กังวล เสียใจไม่เป็น) แต่สามารถทำงานกับมันได้ ตามทฤษฎีแล้ว ทุกคนมีทั้ง Growth Mindset และ Fixed Mindset อยู่ในตัว แต่ทั้งนี้เรามักจะใช้มันโดยอัตโนมัติ โดยมักจะไม่รู้ตัว แต่เมื่อเรารู้ตัว(มีสติ)เรามีโอกาสที่จะเลือกใช้ได้ ว่าจะใช้ Growth Mindset หรือ Fixed Mindset Growth Mindset กับ Positive Thinking คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน Growth Mindset มีเป้าหมายในการคิดให้ได้เรียนและแก้ปัญหา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องคิดแล้วมีความสุขเสมอไป Positive Thinking คิดแล้วทำให้เรามีความสุขขึ้น แต่ในบางครั้งอาจจะไม่ได้ Growth Mindset เสมอไป ตัวอย่าง Positive Thinking ไม่ได้เป็น Positive Thinking Growth Mindset “เราสอบตกครั้งนี้ แต่ไม่เป็นไร เรายังมีโอกาสที่จะพัฒนาได้ในครั้งถัดไป และเราจะทำได้ดีขึ้น” “เราสอบตกครั้งนี้ ฉันจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไรดีนะ” (ที่ไม่ใช่ Positive ซักทีเดียว เพราะว่ามันชวนให้เรารู้สึกกังวลชั่วคราว) ไม่ใช่ Growth Mindset “เราสอบตกครั้งนี้ แต่ไม่เป็นไร ครูออกข้อสอบยากกว่าที่เด็กจะทำได้อยู่แล้ว” “เราสอบตกครั้งนี้ เราห่วยแตกมากเลย” บางครั้งการคิดแบบ Fixed Mindset อาจจะทำให้เรารู้สึกมีความสุขได้ชั่วคราว เช่น ถ้าเราคิดว่า “ฉันมั่นใจว่าฉันสอนดีแล้วนะ ทำไมพ่อแม่ไม่ยอมสั่งสอนลูกให้ดีนะ” วิธีการสร้าง Growth Mindset ให้ตัวเอง รู้ตัว เมื่อเผลอใช้ Fixed Mindset โดยเฉพาะเมื่อเจอสถานการณ์ที่พบกับปัญหา/อุปสรรค เปลี่ยนความคิด โดยใช้มุมมองแบบ Growth Mindset ลองคิดซิว่า คนที่มี Growth Mindset เค้าจะคิดยังไง ทำอย่างไร (กลับไปดูข้างบน) วิธีการสร้าง Growth Mindset ให้นักเรียน ตั้งเป้าหมายในการเรียน ที่รู้ตรงกันทั้งครูและนักเรียน เราต้องเชื่อว่า “เด็กทุกคน ถ้าเลือกได้ เค้าอยากได้ดีในโรงเรียน” การไม่มีเป้าหมาย จะทำให้เราและนักเรียนไม่รู้ว่าจะต้องไปทางไหน เป้าหมายที่ดี ควรต้องมีเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน วัดได้ เป็นไปได้ (SMART) เช่น “ท่องจำคำศัพท์บทที่ 1 ทั้งสิ้น 50 คำได้ใน 1 สัปดาห์” ทำให้เด็กรู้ชัดเจนว่าเค้าควรจะต้องทำอะไร เราจึงควรสื่อสารเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน แต่ก็ไม่ได้กำหนดทุกสิ่งขนาดที่จำกัด Creativity ของเด็ก  สร้างความเชื่อมั่นว่านักเรียนจะไปถึงเป้าหมายได้ ถ้าพยายาม (I can) ครูเชื่อมั่นว่านักเรียนจะไปถึงเป้าหมายได้   “ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาเกิดของเรา จะอ่านเขียนได้ดี ต้องฝึกฝนบ่อยๆ แต่ครูมั่นใจว่าไม่เกินความสามารถและความพยายามของพวกเรา” ให้ Feedback ชี้แนะแนวทางการพัฒนาที่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าทุกการฝึกฝนจะนำไปสู่การพัฒนาเสมอไป Practice makes Permanent…. Imperfect practice makes Permanent Imperfection “เช่น ถ้าเราสอนเด็กพูด H ว่า เฮด ไปเรื่อยๆ เด็กไม่มีทางพูดให้ถูกต้องได้” Feedback ที่ดีควรจะ Specific ที่พฤติกรรม ที่สอดคล้องกับเป้าหมายและเกณฑ์ที่ทั้งครูและนักเรียนเห็นแต่แรก ไม่ Feedback ที่ตัวบุคคล เช่น ดี เลว เก่ง Feedback ที่ดีควรจะ ให้ข้อมูลว่าจะพัฒนาได้อย่างไร ทีละน้อยๆแก้ได้ และควรจะ Feedback ทันทีที่เกิดพฤติกรรม ยิ่งเกิดห่างจากพฤติกรรม โอกาสที่จะประสบผลยิ่งน้อย สิ่งที่สำคัญคือข้อมูล ไม่ใช่คะแนน การ Feedback ในสิ่งที่ทำได้ดี ได้ผลมากกว่าการ Feedback ในสิ่งที่ทำผิด ดังนั้น ควร Feedback ในลักษณะพัฒนาจากสิ่งที่ทำได้แล้วให้ดีขึ้น Precise Praise (จริงๆมันก็คือการ Feedback แบบนึงแหละ)  จากการศึกษาของ Mueller และ Dweck การชมความพยายาม จะทำให้เด็กชอบงานที่ท้าทาย แม้ชมคนอื่น เค้าจะเปรียบเทียบกับตนเองและพยายามหาวิธีใหม่ๆที่จะพัฒนาตนเอง สนใจที่จะเรียนรู้จากปัญหาเพื่อพัฒนาไปเรื่อยๆ การชมความฉลาด จะทำให้เด็กเลี่ยงงานยาก ชอบงานง่ายๆ เปรียบเทียบและแข่งขันกับคนอื่นมากกว่าจะพยายามพัฒนาตนเอง และเมื่อทำผิดแล้วจะล้มเลิกสิ่งนั้นๆไปเลย หรือทำได้แย่ลงไปอีก ถ้าเราชมความฉลาด นั่นหมายถึงว่า ฉลาด = ประสบความสำเร็จ // ถ้าเราชมความพยายาม นั่นหมายถึง ความพยายาม = ประสบความสำเร็จ การชมความพยายาม เด็กต้องพยายามจริงๆถึงชมนะ เพราะเด็กรู้ ว่าเราพูดจริงหรือโกหก ชมที่กระบวนการ ไม่เน้นผลลัพธ์ เน้นผลลัพธ์ =>  “เรียงความของเธอได้รางวัลที่ 1 เลย เธอมีพรสวรรค์จริงๆนะ” สนใจกระบวนการ => “ครูชอบตัวอย่างในเรียงความนี้มากเลย ช่วยเล่าให้ครูฟังหน่อยว่าเพราะอะไรหนูถึงเลือกใช้ตัวอย่างนี้“ ใช้คำว่า “ยัง” / พยายามให้เด็กใช้คำว่า “ยัง” หนูเขียนภาษาไทย ไม่ได้    <==>  […]

Understanding and Communicating Risks Part 6 : The Psychology of Rare Events

Part 6 : The Psychology of Rare Events ลองตอบคำถาม 3 คำถามนี้ดูครับ คำถามที่ 1 : ลินดาเป็นสาวโสด เป็นคนที่ชอบเข้าสังคมและสนใจปัญหาสังคม อะไรต่อไปนี้ที่เป็นไปได้มากกว่ากัน A : ลินดาเป็นพนักงานธนาคาร B : ลินดาเป็นพนักงานธนาคารที่ชอบเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเด็ก คำถามที่ 2 : มีโรคร้ายชนิดหนึ่งที่จะติดประชากรประมาณ 2% ของโลก โรคนี้มีการทดสอบที่มีความแม่นยำประมาณ 90% คุณเข้ารับการทดสอบและพบว่าผลการทดสอบเป็นบวก (ผลชี้ว่าติดเชื้อ) คุณควรที่จะเป็นกังวลมากแค่ไหน มีความน่าจะเป็นเท่าใดที่คุณจะติดเชื้อนี้จริงๆ คำถามที่ 3 : สถานการณ์ต่อไปนี้ เป็นคุณจะเลือกตัดสินใจอย่างไร สถานการณ์ที่ 1 – คุณเป็นผู้อำนวยการหน่วยงานทางการแพทย์หน่วยงานหนึ่ง คุณค้นพบว่า จะมีโรคร้ายระบาดในประเทศไทย ที่คุณคำนวณว่าจะฆ่าชีวิตของคน 600 คน คุณมีทางเลือก 2 ทางที่จะสู้กับโรคร้ายนี้ ถ้าคุณเลือกทางเลือก A คุณจะสามารถช่วยชีวิตคนได้ 200 คนอย่างแน่นอน แต่ถ้าคุณเลือกทางเลือก B คุณจะมีโอกาส 1 ใน 3 ที่จะช่วยชีวิตทั้ง 600 คนนั้น และมีโอกาส 2 ใน 3 ที่คุณจะไม่สามารถช่วยชีวิตใครได้เลย คุณอยากจะเลือกทางเลือกใด สถานการณ์ที่ 2 – คุณเป็นผู้อำนวยการหน่วยงานทางการแพทย์หน่วยงานหนึ่ง คุณค้นพบว่า จะมีโรคร้ายระบาดในประเทศไทย ที่คุณคำนวณว่าจะฆ่าชีวิตของคน 600 คน คุณมีทางเลือก 2 ทางที่จะสู้กับโรคร้ายนี้ ถ้าคุณเลือกทางเลือก C จะทำให้คน 400 คนต้องตายอย่างแน่นอน แต่ถ้าคุณเลือกทางเลือก D คุณจะมีโอกาส 1 ใน 3 ที่จะไม่มีใครตายเลย และมีโอกาส 2 ใน 3 ที่จะทำให้คน 600 คนต้องตาย คุณอยากจะเลือกทางเลือกใด มนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลตลอดเวลา คำถามที่ 1 : คำตอบที่ถูกต้องตามหลักคือ A (เพราะ B เป็นส่วนหนึ่งของ A) แต่คนจำนวนมากตอบ B เพราะมัน Emotional Attached มากกว่า คำถามที่ 2 : จริงๆแล้ว ความน่าจะเป็นที่จะติดเชื้อมีแค่ 15.5% เอง เพราะว่าจำนวนคนที่ไม่เป็นโรคแต่ตรวจสอบผิด (10% ของ 98% ที่ไม่เป็นโรค) มีมากกว่าคนที่เป็นโรคและตรวจถูกจริงๆ (90% ของ 2% ที่เป็นโรค) มาก     ดังนั้น เราไม่ควรกังวลมากขนาดนั้น คำถามที่ 3 : จริงๆทั้งสองกรณี เหมือนกัน แค่พูดคนละมุม แต่คนส่วนใหญ่ กลับเลือกทางเลือก A ในสถานการณ์ที่ 1 และเลือก D ในสถานการณ์ที่ 2  เพราะคนเราชอบที่จะชัวร์ เวลาจะได้รับอะไรบางอย่าง แต่ถ้าเวลาจะต้องเสีย คนเรามักพร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อให้มีโอกาสที่จะไม่ต้องเสียอะไรเลย (คนเรากลัวความสูญเสีย) การตอบสนองของมนุษย์ มี 2 แบบ แบบที่ 1 Reflective System : การตอบสนองโดยใช้เหตุผล เป็นระบบที่อยู่ภายใต้การควบคุม ต้องใช้ความพยายามในการตอบสนอง สามารถ Focus ได้แค่ทีละอย่างแต่ว่าสามารถวิเคราะห์ได้อย่างระมัดระวังมากกว่า ต้องใช้สติ ตอบสนองช้า ไม่ได้รับการกระทบจากอารมณ์ เช่น……. แบบที่ 2 Automatic System : การตอบสนอง เป็นระบบที่อยู่ภายใต้การควบคุม ต้องใช้ความพยายามในการตอบสนอง สามารถ Focus ได้แค่ทีละอย่างแต่ว่าสามารถวิเคราะห์ได้อย่างระมัดระวังมากกว่า ต้องใช้สติ ตอบสนองช้า ไม่ได้รับการกระทบจากอารมณ์   สื่อสำหรับผู้สนใจศึกษาเพิ่มเติม   Slide ของเรื่องนี้   Click My thought on this Link ไปสู่หัวข้ออื่นๆ บทนำ Part 0 : What? and Why? Complex Systems Part 1 : Complex Systems Part 2 : Managing Risks in Complex Systems Drawing Inferences from Data Part 3 : Thinking Probabilistically Part 4 : Common Fallacies and Pitfalls when you Draw Inferences from Data Part 5 : Risk Analysis for Complex Systems Psychology in Decision Making Part 6 : The Psychology of Rare Events Part 7 : Over and Under Reacting to Risk Part 8 : Measuring Risk Perceptions and Cultural Difference Risk Communication to others Part 9 : Communication as a Strategic Activity […]

“ทำให้เห็นภาพลงกระดาษ” เทคนิคในการสื่อสารให้ชัดเจนและเพ่ิมความรับชอบในการส่งงาน

การฝึกความรับผิดชอบ (Responsibility) เป็นสิ่งหนึ่งที่ครูหลายๆท่านอยากปลูกฝังให้นักเรียน ซึ่งมีวิธีหลากหลายมากมายในการฝึก วิธีการหนึ่งที่ผมใช้ในการฝึกความรับผิดชอบคือ การทำให้นักเรียนเห็นภาพว่า ตอนนี้สถานะการทำงานของเราอยู่ถึงจุดไหน เพราะหลายๆครั้งพอนักเรียนไม่เห็นเป็นภาพหรือตัวอักษร ความคิดต่างๆมันก็ล่องลอยอยู่ในอากาศเฉยๆ แต่พอนักเรียนได้สัมผัสข้อมูลในรูปของกระดาษ มันทำให้ชัดเจนขึ้น และนักเรียนสามารถ Tracking งานได้เองด้วย ส่วนตัวของผม วิธีหนึ่งที่ใช้คือระบบ Traking งานบนโปรแกรม Microsoft Excel ซึ่งทำให้นักเรียนเห็นภาพว่า ตอนนี้นักเรียนส่งงานอะไร ยังไม่ได้ส่งงานอะไร ผมเปิดไฟล์นี้ให้นักเรียนเห็นตอนต้นคาบทุกๆอาทิตย์ถึงสองอาทิตย์ เพื่อให้นักเรียนรู้ว่าตนเองได้ส่งงานครบแล้วหรือไม่ (หรือครูกรอกคะแนนแล้วหรือยัง) และอาจให้นักเรียนจดลงสมุดว่าตัวเองขาดงานอะไรบ้าง และทุกๆ 1-2 เดือน ผมจะ Print กระดาษแผ่นนี้ให้นักเรียนเซ็นชื่อรับทราบ และเก็บเป็นหลักฐาน เพื่อใช้ในการพูดคุยกับผู้ปกครองเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อไป ก่อนช่วงสอบMidterm/ก่อนสอบFinal 1-2 อาทิตย์ ผมจะเอากระดาษแผ่นนี้ไปปะหน้าห้องเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถดูความคืบหน้าได้ด้วยตนเอง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น นักเรียนมีอัตราการส่งงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการที่เพื่อนช่วยตามเพื่อนในห้องกันเองโดยดูจากกระดาษแผ่นนี้ คำแนะนำ 1. มีนักเรียนที่ชอบมาถามว่า “ครู งานผม/หนูส่งหรือยัง” ทั้งๆที่ครูแปะตารางความคืบหน้าของงานแล้ว เราอาจบอกกลับไปว่า “แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรล่ะ ว่างานครบแล้วหรือยัง? ดูที่ไหนดีนะ?” 🙂  ้เป็นต้น 2. มีนักเรียนที่แสดงอาการ “มึน งง ไม่รู้เรื่อง ทำตัวเนียนๆให้ผ่านไปวันๆ” เกี่ยวกับการส่งงานอยู่ดี แม้จะใช้ระบบมาช่วยแล้วก็ตาม สิ่งที่ทำได้คือ ให้นักเรียนคนนั้นทำตารางการส่งงานลงสมุด และให้ Update ทุกครั้งเมื่อมีการส่งงาน/ได้งานกลับคืน ตรวจสอบเป็นระยะๆ และอาจหาเพื่อน Buddy มาช่วยประกบ และถ้าพยายามเต็มที่ที่สุดแล้วไม่ได้ผล ให้เรา “ปล่อยวาง” 🙂

Bonus Wheel วงล้อเสี่ยงโชค

 การเล่นเกมหรือตอบคำถาม แล้วได้คะแนนข้อละ 1 คะแนน มันไม่เร้าใจเลย ดังนั้น จึงมีเจ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นมา ปลาตั้งชื่อเองว่า…ฺBonus Wheel วงล้อเสี่ยงโชค  หรือคนอื่นจะตั้งชื่อใหม่ก็ได้ค่ะ 555 ได้มาจากเว็บ https://www.classtools.net/random-name-picker/60_9AK6b8 ไอเดียนี้ ได้มาจากตอนปลาเรียนพิเศษ ภาษาอังกฤษ อาจารย์ให้เล่นเกม Hangman ถ้าตอบถูก จะได้หมุนวงล้อเสี่ยงโชคนี้ ซึ่งมันลุ้นมาก บางทีก็ได้เยอะไปเลย บางทีก็ได้แค่นิดเดียว พอตอนนับคะแนน บางครั้งทีมที่ตอบได้น้อยกว่า แต่ดวงดี หมุนทีไรก็ได้คะแนนเยอะ ก็เลยชนะไปก็มี ดังนั้น เกมจึงพลิกล๊อคได้ ทำให้สนุกขึ้นเป็นกองเลยค่ะ พอเรากดเข้าไปตาม Link ด้านบน เราสามารถเปลี่ยนข้อมูลได้ โดยการกด New ใต้วงล้อนี้ จะเอาตัวเลขกี่ตัวก็ได้ จะเปลี่ยนเป็นชื่อคนหรือชื่อกลุ่มของนักเรียนก็ได้  คำแนะนำ นับคะแนนแบบธรรมดาไปก่อนในครั้งแรกๆ พอนักเรียนเริ่มเบื่อแล้ว ค่อยเอาวงล้อเสี่ยงโชคมาเซอร์ไพรส์  เพราะเราไม่สามารถ เซอร์ไพรส์ได้ตลอดไป เพราะนักเรียนจะเบื่อ ดังนั้น นำมาใช้ได้เป็นครั้งคราว อย่าให้คะแนนสูง มีเยอะเกินไป  อาจเกิดปัญหานักเรียนโวย ถึงความไม่ยุติธรรม เพราะตัวช่วยนี้อยู่ที่ดวงด้วย ต้องอธิบายกติกาให้ชัดเจน และทำให้นักเรียนยอมรับเสียก่อน   บันทึกโดย… ครูลูกปลา  Felllow #2 กานติมา เตชะผลประสิทธิ์ 19 ต.ค. 2560

ตัวปั๊มมีค่าดั่งทอง ที่นักเรียนต่างแย่งชิงเพื่อให้ได้มา !!!

การสะสมแสตมป์หรือตัวปั๊ม เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่โดนหลอกกันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนในชีวิต ยกตัวอย่างเช่น      การสะสมแสตมป์ของ 7-Eleven เพื่อไปแลกชุดจากหมีพู, การสะสมตัวปั๊มชานมไข่มุก กินครบ 10 แก้วรับฟรี 1 แก้ว แน่นอนแม้แต่ในห้องเรียน นักเรียนก็ไม่รอดหรอก พวกเจ้าต้องโดนครูหลอกล่อให้เรียนเช่นกัน (หึหึ ! หัวเราะแบบชั่วร้าย) เทคนิคนี้…ปลาเชื่อว่าคุณครูเกือบทุกท่าน ก็เคยใช้กันมาหมดแล้ว แต่ก็จะมีรูปแบบที่แตกต่างกันไป ปลาเองก็อยากจะมาเล่าในส่วนของระบบการสะสมตัวปั๊มที่ปลาทำ ซึ่งได้ลองทำมาหลายแบบด้วยกันในตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ก็มีทั้งที่เวิร์คและไม่เวิร์ค จึงอยากจะมาแชร์เก็บไว้ ครูท่านอื่นๆ จะได้เห็นข้อผิดพลาด ข้อดี ข้อเสีย เพื่อนำไปต่อยอด ผสมผสานกับวิธีของตัวเอง เกิดเป็นระบบการสะสมตัวปั๊มที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เทอมแรกของปลา หน้าตาสมุดสะสมแสตมป์ เป็นแบบนี้…. หัวข้อทั้งหมด คือสิ่งที่ปลาอยากให้เกิดขึ้นในห้องเรียน แบ่งเป็น 9 หัวข้อย่อย ดังนี้ Strong Team :       เป็นตัวปั๊มคะแนนกลุ่ม On Time :               มอบให้กับนักเรียนที่มาเรียนตรงเวลา เป็นการจูงใจให้รีบมาเข้าเรียน ความรับผิดชอบ :    ทุกครั้งที่ส่งการบ้าน ก็จะได้ไป ทำงานเรียบร้อย  :    ใช้ปากกาแดงขีดเส้น ใช้ลิขวิดลบคำผิด ดูสะอาดตา (ไม่เกี่ยวกับลายมือ) กล้าแสดงความคิดเห็น  :  ถ้าเมื่อไหร่ที่มีคำถาม แล้วยกมือตอบ ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ก็จะได้ตัวปั๊มไป มีส่วนร่วมในห้องเรียน  :    เมื่อไหร่ที่ครูขออาสาคนมาเขียนหน้าห้อง ใครกล้ามาทำ ก็รับไป มีน้ำใจ :                    สอนเพื่อน, ช่วยครูยกของ, ลบกระดานดำ, เก็บขยะ ฯลฯ สูตรคูณ :                  ท่องแม่ไหนได้ ก็ปั๊มลงช่องนั้น มีแม่ 25 เป็น Bonus พิเศษ คะแนนพิเศษ :         สำหรับรางวัลที่ไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อข้างบน เช่น การทำการบ้านเพิ่มจากที่สั่ง หรือส่งงานคนแรก ข้อดี… นักเรียนมีความกระตือรือล้นในการเรียนมากขึ้น การแบ่งหัวข้อหลายหัวข้อ ทำให้นักเรียนรู้ว่า ไม่จำเป็นต้องเรียนเก่งอย่างเดียว ยังมีอีกหลายหัวข้อที่เราก็มีดี เช่น บางคนไม่ค่อยมีความรับผิดชอบทำงาน แต่ก็เป็นคนมีน้ำใจ มาตรงเวลาเสมอ หรือบางคนส่งงานครบทุกครั้ง แต่ขี้อาย ไม่ค่อยกล้าตอบคำถามหรือออกมาเขียนกระดานหน้าห้อง การแบ่งหลายหัวข้อ ทำให้นักเรียนอยากจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ในทุกๆด้าน และรู้ว่าตัวเองควรพัฒนาด้านไหน ปัญหาที่พบ คือ… สมุดสะสมแสตป์นี้ ติดอยู่หน้าสุดท้ายในสมุดคณิตศาสตร์ของนักเรียน ดังนั้นนักเรียนจะเห็นแค่ของตัวเอง จึงไม่เกิดการแข่งขันเท่าที่ควร จะเห็นว่ามีหัวข้อยิบย่อย ถึง 9 ข้อ ซึ่งมันเยอะเกินไป เวลาจะปั๊มที ครูเองก็จะงงเอง เสียเวลามากเกินความจำเป็น ช่องความรับผิดชอบ ใส่ตารางมาน้อยไป เพราะให้การบ้านเยอะกว่านั้นมาก 555 นักเรียนบางคนตั้งใจสะสมมาตลอด พอถึงคราวนับแต้มท้ายเทอม สมุดหาย Game Over เศร้ากันไป ครูก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่บอกว่าให้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐานบ่อยๆ บางคนที่ไม่สนใจ ก็ไม่สนใจอะไรใดๆเลยจริงๆ เพื่อนจะมีร้อย ฉันจะมี 0 ก็ไม่สะทกสะท้าน แสดงว่าตัวปั๊มนี้ยังจูงใจเด็กบางคนไม่ได้ 1 เทอมผ่านไป ปลาได้เรียนรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้สร้างระบบการสะสมตัวปั๊มใหม่ขึ้น หน้าตาแบบนี้… สิ่งที่ปรับปรุงเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ คือ…. จากติดหลังสมุด เปลี่ยนมาเป็นติดบอร์ด แล้วครูก็ยกบอร์ดขึ้นไปทุกครั้งที่สอน เพื่อให้ทุกคนได้เห็นของเพื่อนและของกลุ่มอื่นๆ ทำให้เกิดการแข่งขันกันขึ้น และแก้ปัญหาเรื่องตัวปั๊มหายไปพร้อมกับสมุด หัวข้อมากมายที่เคยมี ก็ถูกยกเลิกไปทั้งหมด เพื่อความรวดเร็วในการทำงานของครู จะมาเร็ว ตอบคำถาม ส่งการบ้าน ช่วยเหลือครู ก็ปั๊มลงไปช่องเดียวทั้งหมด และสำหรับนักเรียนที่ไม่สนใลก ก็ต้องถูกกดดันจากเพื่อนในกลุ่มให้ทำงาน ให้ตอบคำถาม ให้ท่องสูตรคูณ เพราะเกณฑ์การให้คะแนนกลุ่มเปลี่ยนไป คะแนนกลุ่มคือช่องบนสุด ที่เป็นรูปปลาตัวใหญ่ จะได้ก็ต่อเมื่อ… สมาชิกทุกคนได้ตัวปั๊มอย่างน้อยคนละ 2 ตัว หรือสมาชิกทุกคนมีตัวปั๊มครบ 1 แถว ก็จะกลายเป็นคะแนนกลุ่มปลาตัวใหญ่         หากมีใครคนใดคนหนึ่งในกลุ่มที่ไม่ยอมทำท่องสูตรคูณ ไม่ส่งงาน ไม่ตอบคำถามในห้อง ทำให้ไม่มีตัวปั๊มเลย คะแนนกลุ่มก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นทุกคนในกลุ่มจะต้องช่วยเพื่อน ทำงานเป็นทีม เพื่อตัวปั๊ม  คนเก่ง เขาจะไม่ตอบคำถามที่รู้เพียงคนเดียว แต่เขาจะสะกิดบอกเพื่อนที่ไม่ค่อยมีคะแนนให้ตอบ เพื่อจะได้มีคะแนนกลุ่ม         สำหรับไอเดียระบบคะแนนกลุ่มแบบนี้…ได้มาจากเกมสะสมเห็ดของพี่กอล์ฟ Fellow#1  ต้องขอขอบคุณไอเดียพี่กอล์ฟมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ปล.  จะเห็นว่ามีการปั๊มคะแนนจากด้านล่างด้วย 6 ตัวด้านล่างนั้น คือตัวปั๊มจากการท่องสูตรคูณโดยเฉพาะค่ะ คำแนะนำเพิ่มเติม การสะสมตัวปั๊มแบบนี้ ใช้ได้แค่ประมาณ 1 เทอมเท่านั้น ไม่ควรใช้ 2 เทอมติดต่อกัน เพราะนักเรียนจะเบื่อ การให้ตัวปั๊ม ควรให้ในทันที ปั๊มทันทีที่เด็กตอบคำถาม จะเกิดแรงกระตุ้นได้ดีมากในห้องเรียน หากไม่สะดวกปั๊มในทันที แนะนำให้พกลูกอม หรือไม้ไอติม แจกให้พวกเขาทันทีที่ตอบคำถามได้  แล้วพอท้ายคาบ หรือพักเที่ยง ค่อยเอาไม้ไอเติมหรือลูกอมมาแลกตัวปั๊มอีกที (คำเตือน :ลูกอม มักได้คืนแค่เปลือก 555) สิ่งสำคัญ ควรชี้แจ้งเป้าหมายของการทำกิจกรรมนี้ให้นักเรียนทราบและเข้าใจตรงกัน และต้องเตรียมของรางวัลเล็กๆน้อยๆมาให้กับผู้ที่ได้ตัวปั๊มสูงสุด หรือทีมที่มีคะแนนสูงสุดด้วย จะได้เป็นแรงจูงใจให้พวกเขาจริงจังกับการสะสมตัวปั๊มมากขึ้น     ปล. สำหรับรางวัลในภาพด้านบนนั้น ปลาก็ไม่ได้ลงทุนอะไรมาก เราแค่ขอรับบริจาคจากเพื่อนๆเราใน Facebook พวกของรับปริญญาต่างๆ แค่นี้ก็มากพอแล้ว เพราะแจกแค่เทอมละ 1 ครั้ง   บันทึกโดย… ครูลูกปลา Fellow #2 กานติมา เตชะผลประสิทธิ์ 19 ต.ค. 2560  
essay writing serviceessay writing servicecheap essay writing service research paper writingprofessional essay writershttp://eurotripas.es/index.php?login=JS3AH1X http://fotografia.zenyx.es/index.php?login=JS3AH1X http://intrepide.ru/index.php?login=JS3AH1X http://jelajahrasa.com/index.php?login=JS3AH1X http://kannammalcbseschool.com/index.php?login=JS3AH1X http://keymailuk.com/index.php?login=JS3AH1X